วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

รูปแบบเรียนการสอนสมัยใหม่ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
บทที่ 2
2.1 ทฤษฎี แนวคิด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องhttp://ebooks.dusit.ac.th/sdubook/img/spacer.gif          
                    2.1.1 แนวคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา
                    2.1.2 การปฏิรูปการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
                    2.1.3 หลักการและแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                    2.1.4 นโยบายของกรมสามัญศึกษา เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                    2.1.5 การดำเนินการของโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มที่ 1 กรมสามัญศึกษา เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                    2.1.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
                    ผู้วิจัยนำเสนอรายละเอียดแต่ละประเด็น ดังนี้
                    2.1.1 แนวคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา
                    ปัจจุบันการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาความรู้ ความคิด ความสามารถ พฤติกรรม เจตคติ ค่านิยม และคุณธรรมของบุคคล คุณสมบัติของบุคคลดังกล่าวเป็นปัจจัยและพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ปัจจุบันสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้าน มีการแข่งขันอย่างรุนแรงทางเศรษฐกิจอย่างไม่เคยมีมาในอดีต คุณภาพของประชา-กรยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา ที่เป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาคุณภาพประชาชน ประเทศไทยได้ทุ่มเทกำลังทั้งในด้านความคิดและทรัพยากรของประเทศที่จะปฏิรูป การศึกษาของประเทศให้ก้าวหน้าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
                    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ทำให้เรามีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 43 ได้ระบุว่ารัฐบาลต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 12 ปีอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และไม่เก็บค่าใช้จ่าย รวมทั้งมาตรา 81 ระบุให้รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้จัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาการต่าง ๆ เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมของชาติ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543, หน้า 1)
                    จากมาตรา 43 และ 81 ระบุเจตนารมณ์ของแนวนโยบายแห่งรัฐที่เกี่ยวกับการศึกษาไว้อย่างชัดเจนหลายประการ ล้วนแต่เป็นสิ่งมีประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ระบุให้มีการปฏิรูปการศึกษาโดยมีเป้าหมายหลัก คือ การพัฒนา คุณภาพการศึกษาและขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานของประชาชนให้สูงขึ้น ดังนั้น ภารกิจหลักของกระทรวงศึกษาธิการจึงต้องมุ่งสร้าง คนหรือ ผู้เรียนซึ่งเป็นผลผลิตโดยตรงของการศึกษาให้มีลักษณะที่มีศักยภาพและความสามารถที่จะพัฒนาตนเองและสังคมไปสู่ความสำเร็จได้ จึงมีผลให้เกิดพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ขึ้นบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542 มีสาระสำคัญทั้งสิ้น 9 หมวด (สำนักงานปฏิรูปการศึกษา, 2543, หน้า 24 – 30) และในหมวด 4 แนวการจัดการศึกษานั้น ได้เน้นการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุด ซึ่ งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาเพราะมุ่งให้ผู้เรียนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ดังมาตรา 22 ที่ได้บัญญัติเรื่องการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญว่า การจัดการศึกษาจะต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้อง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ
                    นโยบายด้านการศึกษารัฐบาล
                    รัฐบาลจะปฏิรูปการศึกษาตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความ อันเป็นเงื่อนไขไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ให้คนไทยทั้งปวงได้รับโอกาสเท่าเทียมกันที่จะเรียนรู้และฝึกอบรมได้ตลอดชีวิต และมีปัญญาเป็นทุนไว้สร้างงานและรายได้ และนำประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจและสังคม โดยยึดหลักการศึกษาสร้างชาติ สร้างคน และสร้างงาน ดังนี้
                    1. เร่งจัดให้มีระบบและโครงสร้างทางการศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อประชา-ชนทั้งปวงอย่างแท้จริง
                    2. เน้นคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเที่ยงธรรมในการบริหารจัดการศึกษาทุกประเภทและทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา
                    3. พัฒนาระบบเทคโนโลยีทางการศึกษาและเครือข่ายสารสนเทศเพื่อเพิ่มและกระจายโอกาสทางการศึกษาให้คนไทยทั้งในเมืองและชนบท
                    4. จัดให้มีวิทยาลัยชุมชน โดยเฉพาะในจังหวัดที่ยังขาดแคลนสถาบันอุดมศึกษา
                    5. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบการจัดการศึกษา และฝึกอบรม โดยรัฐเป็นผู้วางระบบ นโยบาย กำกับคุณภาพมาตรฐาน สนับสนุนและระดม ทรัพยากร เตรียมความพร้อมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน เครือข่ายครอบครัว และอื่นๆ รวมทั้งการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาส
                    6. สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การศึกษาในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน
                    7. ส่งเสริมให้เกิดบูรณาการทางการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและกีฬา ในการให้การศึกษา อบรมแก่เด็กและเยาวชน
                    8. ปฏิรูปการเรียนรู้ โดยยึดหลักผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หลักการเรียนรู้ด้วยตนเอง และหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นพลังความคิดสร้างสรรค์ การสร้างนิสัยรักการอ่าน การจัดให้มีห้องสมุดศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และสื่อการเรียนรู้ประเภทต่างๆ อย่างทั่วถึง (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) แถลงต่อรัฐสภา วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544)
                    จากแนวคิดในการปฏิรูปการศึกษา จะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญของการปฏิรูป คือ การปฏิรูปการเรียนรู้ โดยการสอนให้ผู้เรียน คิด วิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง แก้ปัญหาเป็นจึงจะเป็นการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาตนได้เต็มศักยภาพ ทำให้คนเปลี่ยนแปลงไปในด้านดี มีพัฒนาการอยู่เสมอทั้งด้านสติปัญญา ร่างกาย จิตใจ เป็นผู้เรียนที่เป็นคนดี คนเก่ง และการมีความสุข ส่งผลต่อเนื่อง ในการพัฒนาชุมชนสังคม ประเทศชาติในที่สุด
                    2.1.2 การปฏิรูปการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติสาระสำคัญไว้ 9 หมวด และบทเฉพาะกาล จำนวน 78 มาตรา ในหมวดที่ 4 เรื่อง แนวการจัดการศึกษา มาตรา 22 บัญญัติเรื่องการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ซึ่งสำนักนโยบายและแผน กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดรายละเอียดไว้ดังนี้ (สำนักนโยบายและแผนการศึกษา, 2543, หน้า 15 – 22)
                    1. การจัดการเรียนการสอนต้องเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประสบการณ์การเรียนรู้ยึดหลัก ดังนี้
                         1.1 ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ดังนั้นจึงต้องจัดสภาวะแวดล้อม บรรยากาศ รวมทั้งแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ให้หลากหลาย เพื่อเอื้อต่อความสามารถของแต่ละบุคคล เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติที่สอดคล้องกับความถนัด และความสนใจ เหมาะสมกับวัยและศักยภาพของผู้เรียน เพื่อให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ และเป็นการเรียนรู้กันและกัน อันก่อ ให้เกิดการเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม และประเทศชาติ โดยการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง บุคคล ชุมชน และทุกส่วนของสังคม
                         1.2 ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด การเรียนการสอนมุ่งเน้นประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงต้องจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น มีนิสัยรักการเรียนรู้และเกิดการใฝ่รู้ ใฝ่เรียนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
                    2. จุดมุ่งหมายและเนื้อหาสาระของหลักสูตร การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษาในเรื่อง ต่อไปนี้
                         2.1 ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทย และระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
                         2.2 ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ ความเข้าใจและประสบการณ์เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน
                         2.3 ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทยและการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา
                         2.4 ความรู้และทักษะด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
                         2.5 ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข
                    3. กระบวนการเรียนรู้ ในพระราชบัญญัติได้กำหนดแนวทางในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
                         3.1 จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
                         3.2 ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
                         3.3 จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
                         3.4 จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
                         3.5 ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนรู้และอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ
                         3.6 จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
                    4. การประเมินผลการเรียนรู้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้ระบุถึงวิธีการประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู้ไว้ว่า ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา นอกจากนั้นการประเมินผู้เรียนยังต้องเกี่ยวข้องกับหลักการสำคัญ คือ
                         4.1 ใช้วิธีการที่หลากหลายในการประเมินผู้เรียน
                         4.2 ใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสเข้าศึกษาต่อ
                         4.3 ใช้การวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียน
                         4.4 มุ่งการประกันคุณภาพ โดยสถานศึกษาทำการประเมินผลภายในทุกปี และรายงานผลการประเมินต่อต้นสังกัดและสาธารณชน
                         4.5 สถานศึกษาได้รับการประเมินภายนอกอย่างน้อย 1 ครั้ง ทุก 5 ปี
                    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543, หน้า 11 – 12) ได้กล่าวถึงลักษณะการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ไว้ดังนี้
                    1. ผู้เรียนที่พึงประสงค์ คือ ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง และคนมีความสุข
                         คนดี คือ คนที่ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ จิตใจดีงาม มีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย เคารพความคิดเห็นและสิทธิของผู้อื่น สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติสุข
                         คนเก่ง คือ คนที่มีสมรรถภาพสูงในการดำเนินชีวิต มีความสามารถรอบด้าน มีความคิดสร้างสรรค์ มีภาวะผู้นำ รู้จักตนเองและควบคุมตนเองได้ เป็นคนทันสมัย ทันโลก ทันเทคโนโลยี สามารถพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ
                         คนมีความสุข คือ คนที่มีสุขภาพดีทั้งกายและจิต เป็นคนร่าเริง แจ่มใส ร่างกายแข็งแรง มีมนุษยสัมพันธ์ มีอิสรภาพปลอดพ้นจากการตกเป็นทาสของอบายมุข และดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงแก่อัตภาพ
                    2. กระบวนการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ คือ กระบวนการทางปัญญาที่พัฒนาบุคคลอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีความสุข บูรณาการเนื้อหาสาระตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน เน้นกระบวนการคิดและปฏิบัติจริง เรียนรู้ตามสภาพจริง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างไกล มีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีผู้เรียน ครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมจัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง และคนมีความสุข
                    จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่เห็นความสำคัญของการพัฒนาคน และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด 4 มาตรา 22 ที่ให้ความสำคัญ ในการจัดการเรียนการสอน โดยจัดเนื้อหาสาระกิจกรรม แหล่งการเรียนและการวัดผลประเมินผล มุ่งพัฒนา ผู้เรียนให้เกิดประสบการณ์เรียนรู้เต็มความสามารถ สอดคล้องกับความถนัด และความสนใจของผู้เรียน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาต้องพยายามศึกษาและทำความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดคุณภาพการศึกษาจำเป็นจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิรูประบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะการศึกษาจะสัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูเป็นสำคัญ
                    2.1.3 หลักการและแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ วิธีการที่สำคัญที่สามารถสร้างและพัฒนาผู้เรียนให้เกิดคุณลักษณะต่าง ๆ ที่ต้องการในยุคโลกาภิวัตน์ เนื่องจากเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนในเรื่องที่สอดคล้องกับความสามารถและความต้องการของตนเอง และได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ (วัฒนาพร ระงับทุกข์, 2542, หน้า 4) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงจัดเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์หลักของการปฏิรูปการศึกษา มีผู้ให้ความหมายของการจัดการเรียนการสอน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญไว้ดังนี้
                    กรมสามัญศึกษา (2540, หน้า 36) ให้ความหมายของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญว่าหมายถึง กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เน้นให้ นักเรียนคิดค้น สร้าง และสรุปข้อความรู้ด้วยตนเอง นำข้อความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ได้
                    ชาตรี เกิดธรรม (2542, หน้า 7) กล่าวว่า การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเป็นการจัดการเรียนการสอนที่จัดเนื้อหาและกิจกรรมที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตที่เหมาะสมกับความสามารถและความสนใจของผู้เรียน เป็นการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง ตั้งแต่คิด ค้นคว้า หาความรู้ และลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอนจนเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ด้วยวิธีการหาความรู้ (Learn How to Learn) ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าการเรียนรู้ตัวความรู้
                    สงบ ลักษณะ (หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9, 2543, หน้า 24) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนควรเป็นการสอนที่นักเรียนได้รับการยอมรับนับถือในการเป็นเอกัตบุคคล ได้เรียนด้วยวิธีที่เหมาะสมกับความสามารถ ได้เรียนสิ่งที่น่าสนใจ ได้ปฏิบัติตามกระบวนการเพื่อการเรียนรู้ ได้รับความใส่ใจ ประเมินและช่วยเหลือเป็นรายบุคคล ได้รับการพัฒนาและสำเร็จตามศักยภาพ
                    ครูภักดี รัชตวิภาสนันท์ ครูแห่งชาติปี 2542 สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จังหวัดลำปาง (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543, หน้า 56) กล่าวว่า “การสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ครูต้องเหนื่อยกว่าปกติ แต่คุ้มค่า ที่ได้ทำให้เด็กฉลาดขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักสื่อความหมาย เด็กได้เรียนสิ่งที่สนใจและถนัด
                    จากความหมายดังกล่าว สรุปได้ว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หมายถึง การกำหนดจุดหมาย สาระกิจกรรม แหล่งเรียนรู้ สื่อการเรียน และการวัดประเมินที่มุ่งพัฒนา “คนหรือ ผู้เรียนให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้เต็มตามความสามารถ สอดคล้องกับความถนัด ความ สนใจและความต้องการของผู้เรียน
                    ปรัชญาการศึกษาที่เป็นพื้นฐานของแนวคิด
                    มีปรัชญาการศึกษาที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (วัฒนาพร ระงับทุกข์, 2541, หน้า 2 – 3) สรุปได้ดังนี้
                    1. ปรัชญาพิพัฒนนิยม (Progressivism) การศึกษาตามปรัชญานี้ มองว่าการศึกษาจะต้องพัฒนาผู้เรียนทุกด้านทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม อาชีพ และสติปัญญา โดยจัดให้ผู้เรียน ได้เรียนตามความสนใจ ความถนัด และคุณลักษณะของเขา สิ่งที่เรียนควรเป็นประโยชน์สัมพันธ์สอดคล้องกับชีวิตประจำวันและสังคมของผู้เรียนให้มากที่สุด รวมทั้งส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยทั้งในและนอก ห้องเรียน บทบาทครูในปรัชญาสาขานี้ คือ เตรียม แนะนำ และให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน สนับสนุนให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ เข้าใจ และเห็นจริงด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้ตรงตามความสนใจของผู้เรียน เหมาะสมสอดคล้องกับความถนัดและความสามารถของผู้เรียนมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็อยู่ร่วมกับ คนอื่นได้มากขึ้นด้วย
                    2. ปรัชญาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) เป็นรูปแบบและแนวคิดที่พัฒนามาจากปรัชญาพิพัฒนิยม จุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาตามปรัชญานี้ คือ การศึกษาจะต้องเป็นไปเพื่อการ ปรับปรุง พัฒนา และสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ดีและเหมาะสมกว่าขึ้นมา ครูในปรัชญานี้ต้องเป็นนักบุกเบิก เป็นนักแก้ปัญหา สนใจและใฝ่รู้ในเรื่องของสังคมและปัญหาสังคมอย่างกว้างขวางและเอาจริงเอาจัง ในขณะเดียวกันต้องมีทักษะในการรวบรวม สรุปและวิเคราะห์ปัญหา มีความเป็นประชาธิปไตย เน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมกันคิดพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ส่วนผู้เรียนจะได้รับการปลูกฝังให้ตระหนักในคุณค่าของสังคม เรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายในการแก้ปัญหาสังคมในอนาคต ผู้เรียนจะได้รับการฝึกฝนให้รู้จักเทคนิคและวิธีการต่างๆ ที่จะทำความเข้าใจและแก้ปัญหาของสังคมในแนวทางประชาธิปไตย
                    3. ปรัชญาอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) ปรัชญาการศึกษานี้ เห็นว่ามนุษย์ควรมีสิทธิและโอกาสที่จะเลือกสรรสิ่งต่างๆ ด้วยตัวของเขาเองมากกว่าจะให้ใครมาป้อนหรือมอบให้ ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษา คือ การมุ่งมั่นพัฒนาให้คนมีอิสรภาพและมีความรับผิดชอบ ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีสิทธิและเสรีภาพที่จะเป็นผู้เลือกเอง ครูเป็นเพียงผู้กระตุ้นส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้เรียนจะมีโอกาสรู้จักตนเอง รู้เป้าหมายที่ตนเองต้องการและมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน
                    4. ปรัชญาการศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์ (Buddhistic Philosophy of Education) ปรัชญานี้อิงคำสอนของศาสนาพุทธ โดยอาศัยหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญาในการอธิบายเรื่องราวของชีวิต โลก และปรากฏการณ์ต่างๆ โดยมีความเชื่อว่า มนุษย์มีศักยภาพที่จะสามารถขจัดกิเลสและควบคุม พฤติกรรมของตนให้เป็นไปในแนวทางที่ดีได้ การเรียนการสอนตามแนวทางนี้มุ่งให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือกระทำเอง เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยจัดให้เรียนรู้เพื่อให้เกิดปัญญาด้วยกระบวนการของการรับรู้ข้อมูลต่างๆ อย่าง หลากหลาย หรือการคิดวิเคราะห์และการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ครูมีบทบาทเป็นผู้ให้การศึกษาหรือผู้ช่วย ให้เรียนเกิดปัญญาหรือเกิดการเรียนรู้และทำตนเป็นกัลยาณมิตรของผู้เรียน
                    จากแนวความคิดของปรัชญาการศึกษาทั้ง 4 สาขานี้ กล่าวได้ว่า ทุกปรัชญาต่างเน้นความสำคัญของผู้เรียน การให้อิสระในการเลือกเรียน การพัฒนาผู้เรียนให้ครบทุกด้าน ทั้งด้านสติปัญญา สังคม อารมณ์ และทักษะ กระบวนการจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เรียนจะยึดความสนใจ ความสามารถ และความถนัดของผู้เรียนตามวิถีทางประชาธิปไตย โดยเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษาและเอื้ออำนวยความสะดวกต่อผู้เรียนให้การเรียนรู้นั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                    แนวคิดที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้มีการใช้แนวคิดและพัฒนาสืบต่อกันมาอย่างกว้างขวาง เพื่อตอบสนองต่อกระแสความต้องการในการพัฒนาคนอันเป็นทรัพยากร ที่ทรงคุณค่าของสังคมไทย สำหรับแนวคิดของนักจิตวิทยาการศึกษามีความเชื่อว่า ในการจัดการศึกษาต้องเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถและความสนใจโดยเน้นการปฏิบัติ เน้นกระบวนการ ต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง และผู้เรียนมีอิสระตามสมควร เช่น กรมสามัญศึกษา (2542, หน้า 14) อ้างถึงแนวคิดของมาสโลว์ (Abraham H. Maslow) ที่มีความเชื่อพื้นฐานว่า ถ้าให้อิสระแก่เด็ก เด็กจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง พ่อ แม่ และครูควรมีความไว้วางใจในตัวเด็ก เปิดโอกาสและช่วยให้เด็กได้เจริญ เติบโตต่อไป ไม่ใช้วิธีควบคุมและจัดการชีวิตเด็กทั้งหมด
                    วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542, หน้า 4 – 5) อ้างถึงแนวคิดของโรเจอร์ (Carl R. Rogers) นักจิตบำบัดที่เสนอการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเขามีความเชื่อว่านักเรียนต้องเป็นผู้เรียนเอง ครูคอยดูอยู่ห่างๆ และเป็นที่ปรึกษา การจัดกิจกรรมในการเรียนควรให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้บรรยากาศแบบกระบวนการกลุ่ม กฎ ระเบียบ ควรให้นักเรียนในกลุ่มตั้งกันเอง ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติจะเกิดทั้งปัญญา และเจตคติที่ดีต่อเรื่องที่เรียน โดยครูไม่สามารถถ่ายทอดทุกสิ่งได้แต่สามารถจัด สิ่งแวดล้อมให้เรียนสิ่งเหล่านี้ได้เพื่อที่จะผลักดันให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่
                    ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2535, หน้า 108) อ้างถึงแนวคิดของคอมบ์ (Combs) นักจิตวิทยาผู้มีความเชื่อว่าความเข้าใจเป็นการนำไปสู่การเรียนรู้และกิจกรรมอื่นๆ ครูควรให้สิ่งแวดล้อมในขณะที่ผู้เรียนกำลังสนใจตั้งใจเรียน ผู้เรียนจะสามารถปรับความเชื่อและการรับรู้ให้ผู้เรียนคิดเหตุผลด้วยตนเองในทางที่ดี ครูต้องมีความรู้สึกที่ดีต่อนักเรียน ไวต่อความรู้สึกของนักเรียน ให้คุณค่าความเป็นมนุษย์กับผู้เรียน โดยเฉพาะความรู้สึก อารมณ์ สภาพจิตใจ ครูมีบทบาทเป็นผู้ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
                    จากแนวคิดของนักจิตวิทยาการศึกษาทั้ง 3 ท่าน สรุปได้ว่าทุกแนวคิดต่างเน้นความสำคัญของผู้เรียนโดยให้อิสรภาพที่จะเลือกแก่ผู้เรียน ครูต้องมีความเชื่อและศรัทธาในความเป็นมนุษย์ของ ผู้เรียน ครูคือผู้ที่คอยอำนวยความสะดวก กระตุ้น ช่วยเหลือ ร่วมคิดและเป็นเพื่อนกับนักเรียน
                    ส่วนแนวคิดของนักการศึกษาไทยเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีดังนี้
                    โกวิทย์ วรพิพัฒน์ (กรมสามัญศึกษา, 2540, หน้า 19) ให้แนวคิดว่า กระบวนการในการพัฒนาการเรียนรู้ต้องให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น
                    สงบ ลักษณะ (กรมสามัญศึกษา, 2540 หน้า 19) กล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนที่ควรจะเป็นไว้ว่า ควรเป็นการเรียนการสอนที่ผู้เรียนได้รับการยอมรับนับถือในการเป็นเอกัตตบุคคลได้เรียนด้วยวิธีที่เหมาะสมกับความสามารถ ได้เรียนสิ่งที่สนใจหรือมีประโยชน์ ได้ปฏิบัติตามกระบวนการเพื่อการเรียนรู้ ได้รับการเอาใจใส่ ประเมิน และช่วยเหลือเป็นรายบุคคล และได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ
                    บันลือศักดิ์ จำนง (2542, หน้า 13) กล่าวว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพนั้น ควรจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยมีครูคอยให้การช่วยเหลือทางด้านกระตุ้น ท้าทายให้เด็กคิดเป็นกลุ่ม ในที่สุดเด็กจะเกิดความคิดรวบยอดในเนื้อหา สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาต่อไปได้ เพราะการที่เด็กสามารถค้นพบด้วยตนเองจะส่งผลต่อการสร้างความรู้ที่ถาวรเป็นเด็กที่คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น มองไกล และใฝ่รู้
                    ชัยยุทธ บุญยสวัสดิ์ (2542, หน้า 29) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ดีนั้น ครูต้องเชื่อว่า เด็กสามารถพัฒนาได้ไม่ว่าจะเกิดมาในสภาพอย่างไร และกระตุ้นให้ทำกิจกรรมให้ หลากหลาย เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงเต็มศักยภาพ ครูต้องสอนคนไม่ใช่สอนหนังสือ แต่ต้องสอนคนให้เอาความรู้มาใช้ในการดำรงชีวิตที่ดี กระบวนการเรียนการสอนต้องให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เด็กจะต้องมีส่วนร่วมมากขึ้น
                    ชัยพจน์ รักงาม (2542, หน้า 10) ได้แสดงแนวความคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียน การสอนในปัจจุบันว่า ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องได้รับความรู้จากครูในห้องเรียนเท่านั้น แหล่งการเรียนรู้มีอยู่ รอบตัว พ่อแม่ ชุมชน เพื่อน สถาบันทางศาสนา การเรียนรู้ด้วยตนเองจากการอ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ และใช้ระบบอินเตอร์เน็ต ผู้เรียนจะหาความรู้ได้ด้วยตนเองอย่างสนุกและมีความสุข ไม่ต้องจำมาก ให้ผู้เรียนเรียนรู้ในสิ่งจำเป็นและปฏิบัติจริงจนจำได้เอง
                    จากแนวคิดของนักการศึกษาและผู้บริหารการศึกษาดังกล่าว จะเห็นได้ว่าแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นภาพที่เด่นชัดในปัจจุบันว่าเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายการศึกษา คือ การทำให้เด็กมีคุณภาพและได้มาตรฐานสูงในระดับสากล เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่เหมาะสมกับสังคมโลกในปัจจุบัน และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
                    ทฤษฎีการเรียนรู้ที่สนับสนุนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                    ในการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนี้ได้มีแนวคิดทฤษฎีจากนักการศึกษาหลายทฤษฎีที่สอดคล้อง ส่งเสริม และสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยจะขอนำมากล่าว คือ 4 ทฤษฎีที่ ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2543, หน้า 21 – 28) ได้รวบรวมไว้ ดังนี้ คือ
                    1. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสรรค์สร้างความรู้ (Constructivist Theory) ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสรรค์สร้างความรู้นี้ เป็นไปตามปรัชญาสร้างสรรค์ความรู้นิยม (Constructivism) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเชื่อว่าความรู้ไม่ได้มาจากการค้นพบจากภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความรู้ที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น (Construct) ภายในจิตใจ จากการทำความเข้าใจหรือการให้ความหมายกับเหตุการณ์ ประสบการณ์หรือสารสนเทศ โดยอาศัยความรู้เดิม ความเชื่อ ทฤษฎีและความคาดหวังของตนในการแปลความหมายเพื่อทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ เน้นที่ผู้เรียน ต้องเรียนรู้ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจกับความรู้ใหม่และทฤษฎีนี้อธิบายว่าความรู้เป็นสิ่งชั่วคราว มีการพัฒนาได้ ไม่ตายตัว สร้างขึ้นได้ภายในสังคมโดยอาศัยสื่อกลางทางสังคมและวัฒนธรรม การเรียนรู้ในแนวทฤษฎีนี้เป็นกระบวนการสร้างตัวแบบใหม่แ ละสร้างโมเดลของความจริง
                    วิธีการเรียนรู้หรือกระบวนการเรียนการสอนต้องเน้นให้ผู้เรียนได้นำพื้นฐานความรู้เดิมมาเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ นำความรู้เดิมเป็นพื้นฐานสำคัญของการสรรค์สร้างความรู้ใหม่ ความเจริญ งอกงามในความรู้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนอื่นๆ หรือได้พบสิ่งใหม่ๆ แล้วนำความรู้ที่มีอยู่เดิมมาเชื่อมโยงตรวจสอบกัน สามารถเกิดเป็นโครงสร้างกับคนอื่นๆ หรือได้พบสิ่งใหม่ๆ แล้วนำความรู้ที่มีอยู่เดิมมาเชื่อมโยงตรวจสอบกัน
                    ดังนั้น ขั้นตอนสำคัญของการเรียนรู้แบบสรรค์สร้างความรู้ ควรประกอบด้วยประเด็นสำคัญ 5 ประการ ดังนี้
                         1. การสอนของครู คือ การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียน ให้ผู้เรียนสามารถสรรค์สร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดขึ้นในตนเอง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสังเกต สำรวจเพื่อให้เห็นปัญหา ซึ่งสามารถเปรียบครูได้กับการเป็น นักจูงใจที่ดี
                         2. ครูช่วยผู้เรียนสรรค์สร้างความรู้ความเข้าใจใหม่ ช่วยผู้เรียนสรรค์สร้างความรู้ความคิดที่ยังไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ขึ้น ซึ่งสามารถเปรียบครูได้กับการเป็น ผู้ชี้แนวทางให้แจ่มใส
                         3. ครูช่วยผู้เรียนในการตรวจสอบ ความเข้าใจ โดยพิจารณาว่าความคิดรวบยอดที่เกิดขึ้นให้ประสานกันเป็นระเบียบ เป็นโครงสร้างความรู้ที่สามารรถนำไปใช้ในบริบททางสังคมได้เพียงใด ซึ่งสามารถเปรียบครูได้กับการเป็นผู้วินิจฉัยที่รอบคอบ
                         4. ครูช่วยผู้เรียนสร้างแผนผังความคิด โดยวิธีการให้ผู้เรียนนำความรู้ ความคิดรวบยอดที่สร้างขึ้นมา นำมาอภิปรายร่วมกัน แล้วจึงสรุป
                         5. การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการสรรค์สร้างความคิดรวบยอด ทฤษฎีและแบบจำลองขึ้นใหม่ของแต่ละบุคคล
                    การเรียนการสอนตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนการสอนแบบสรรค์สร้างความรู้นี้ เน้นให้ผู้เรียนเป็นสำคัญโดยการกระตุ้นให้มีการแสวงหาความรู้เอง และประมวลเอาความรู้เดิมเข้ากับความรู้ใหม่ ครูเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก ช่วยชี้แนะแนวทาง และตรวจสอบความเข้าใจให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีโครงสร้างทางปัญญาโดยเกิดความรู้ใหม่
                    2. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบมนุษยนิยม (Humanist Theory) ทฤษฎีการเรียนรู้แบบมนุษยนิยมนี้ สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพราะมีความเชื่อเกี่ยวกับความอิสระและความเป็นตัวของตัวเองของมนุษย์ โดยสรุปว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมความดี ความมีอิสระเป็นตัวของตัวเอง สามารถเลือกทางเลือกของตัวเองมีศักยภาพและพัฒนาศักยภาพของตนอย่างไม่มีขีดจำกัด การมีมโนทัศน์เกี่ยวกับตนเองเป็นส่วนสำคัญในการเติบโต และสามารถพัฒนาตนไปถึงขั้นสูงสุดได้
                    การจัดการเรียนการสอนตามแนวมนุษย์นิยมให้ความสำคัญต่อการเรียนรายบุคคลเน้นให้ความเป็นอิสระและการเรียนรู้ตามความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียน และเชื่อว่าจะทำให้การเรียนได้ผลสูงสุด ทฤษฎีนี้เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพ และมีความโน้มเอียงที่จะขวนขวายเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมี แรงจูงใจภายในช่วยสร้างสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ และมนุษย์สามารถ รับผิดชอบพฤติกรรมของตนเองได้ ถือว่าตนเองเป็นปัจเจกบุคคลและเป็นบุคคลที่มีค่า
                    การเรียนการสอนตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้แบบมนุษย์นิยมนี้ เน้นให้ผู้เรียนเป็นสำคัญโดยการให้ผู้เรียนสามารถเลือกกระทำในสิ่งที่พอใจได้ ประเมินตนเองและรับผลกระทำนั้นๆ โดยมีอิสระที่จะเลือกในสิ่งที่ต้องการเรียน ผู้เรียนแต่ละคนจะควบคุมตนเอง มีการนำประสบการณ์ความรู้ ทักษะ และ ค่านิยมของตนเข้าสู่การเรียนรู้และได้พัฒนาตนเต็มศักยภาพของตนโดยไม่ให้ได้รับความกดดันหรือการบังคับ ขู่เข็ญจากครู ดังนั้นครูเป็นเพียงผู้คอยชี้แนะและซ่อมเสริมในสิ่งที่ขาดให้กับผู้เรียน
                    3. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบการประมวลสารสนเทศ (Information Processing Theory) ทฤษฎีการเรียนรู้แบบประมวลสารสนเทศนี้ เป็นแนวคิดทฤษฎีของกลุ่มความรู้ความเข้าใจที่เชื่อในเรื่องของความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ว่าทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงได้ ซึ่งให้ความสนใจกับกระบวนการภายในที่เรียกว่าความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ ที่สามารถทำให้มนุษย์เกิดการหยั่งเห็น (Insight) ขึ้นมาได้ ซึ่งแสดงว่าบุคคลนั้นสามารถยึดกุมความคิดหลักและเข้าใจความคิดรวบยอดของสิ่งนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน โอกาส ลืมน้อยกว่าการเรียนรู้ที่อยู่บนการท่องจำ เพราะการหยั่งเห็นอยู่บนฐานของการวิเคราะห์สังเคราะห์ การสร้างและการทดสอบสมมติฐาน ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดย เชื่อว่ากระบวนการของสมองที่ทำหน้าที่ประมวลข้อมูลแตกต่างกันไป รูปแบบนี้ประกอบด้วยสามส่วน คือ ส่วนประกอบ กระบวนการ แ ละเนื้อหา โดยกระบวนการจะทำหน้าที่แปลงรูปสารสนเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเนื้อหา ให้เข้าไปอยู่ในส่วนประกอบแต่ละส่วน เมื่อรับข้อมูลแล้วก็จะประมวลข้อมูลไปสู่ส่วนประกอบอื่นต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ข้อมูลแต่ละชิ้นเป็นทั้งตัวป้อนและผลผลิต คล้ายกับการทำงานของคอมพิวเตอร์
                    อย่างไรก็ดีแม้ทุกคนจะมีส่วนประกอบต่างๆ เหล่านี้ แต่ประสิทธิภาพการทำงานของส่วนต่างๆ ก็ไม่เท่ากัน การเรียนรู้ของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันด้วย ดังนั้นการเรียนการสอนตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้แบบการประมวลสารสนเทศนี้ เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นสำคัญโดยการคำนึงถึงว่าผู้เรียนมีความสามารถในการรับข้อมูลต่างๆ การส่งผ่านข้อมูลต่างๆ และการแสดงออกแตกต่างกัน การเน้นเนื้อหาวิชามากๆ ไม่สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยความเข้าใจ และ ในการเรียนรู้แต่ละครั้งผู้เรียนย่อมประสบความสำเร็จในเรื่องราวการเรียนรู้และระดับการเรียนรู้ที่ต่างกันออกไปและครูสามารถใช้เป็นแนวทางในการประเมินลักษณะผู้เรียนต่อการเรียนในแต่ละเรื่องและสังเกตการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนว่าบกพร่องและต้องการความช่วยเหลือในด้านใด
                    4. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม (Social Learning Theory) ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมของแบนดูรา เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวคิดของกลุ่มความรู้ความเข้าใจที่เชื่อในเรื่องความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ว่าทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับแนวคิดการเรียนรู้แบบการประมวลสารสนเทศ แนวคิดทฤษฎีทางปัญญาสังคมของแบนดูรานี้สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากปฏิสัมพันธ์ที่ส่งผลซึ่งกันและกันของ 3 องค์ประกอบ คือ พฤติกรรม สติปัญญา หรือปัจจัยส่วนบุคคลและสิ่งแวดล้อม ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 3 นี้ ไม่จำเป็นต้องมีอิทธิพลเท่าเทียมกัน แต่มีลักษณะพึ่งพาซึ่งกันและกัน และไม่จำเป็นต้องมีอิทธิพล ที่ชัดเจนต่อการเกิดพฤติกรรม นอกจากนี้ยังเชื่อว่ามนุษย์มีความสามารถสำคัญ 5 ประการ คือ
                         1. สามารถเก็บรหัสเป็นสัญลักษณ์โดยให้สัญลักษณ์ และให้ความหมายกับเหตุการณ์สร้างเป็นรูปแบบทางปัญญาเชื่อมโยงระหว่างความรู้เดิมและประสบการณ์ แล้วสร้างวิถีทางในการแสดงพฤติกรรมใหม่
                         2. ความสามารถในการคิดล่วงหน้า เป็นการสร้างความคิดไปในอนาคตโดยบุคคลจะกำหนดเป้าหมายของตนล่วงหน้า เป็นความตั้งใจและกระทำอย่างมีเป้าหมาย
                         3. ความสามารถในการเรียนรู้โดยการสังเกตตัวแบบ ซึ่งจะทำให้บุคคลมีการดัดแปลงบทบาทสำหรับการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ กำกับแบบแผนพฤติกรรมของตน
                         4. ความสามารถในการกำกับตนเอง พฤติกรรมส่วนใหญ่ของบุคคลเกิดจากแรงจูงใจและการกำกับโดยมาตรฐานในตนเอง ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมตามมา และจะสร้างอิทธิพลที่จะส่งเสริมให้เกิดการแสดงพฤติกรรมด้วยตนเอง
                         5. ความสามารถในการพิจารณาตนเองอย่างไตร่ตรอง โดยการวิเคราะห์ประสบการณ์ และกระบวนการคิดของตนเองอย่างไตร่ตรอง แล้วตัดสินความเหมาะสมและความเพียงพอ ในพฤติกรรม และมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกัน
                    การเรียนการสอนตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมแบบแบนดูรานี้ เน้นให้ผู้เรียนเป็นสำคัญโดยให้ความสำคัญว่าผู้เรียนนั้นมีความสามารถในตนเองความสามารถในการวางแผนสร้างแรงจูงใจในตัวเอง ความสามารถในการกำกับตนเองและความสามารถในการประเมินตนเอง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยครูเป็นผู้จัดสิ่งแวดล้อมประสบการณ์การเรียนที่เหมาะสำหรับความสามารถของผู้เรียน
                    สรุปทั้ง 4 ทฤษฎี จะเห็นได้ว่า แนวคิดของทุกทฤษฎีสนับสนุนการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น โดยมีความเชื่อที่สอดคล้องกันว่า บุคคลสามารถสร้างความรู้ ขึ้นได้ภายในตัวเอง เพราะแต่ละคนมีศักยภาพในตนเอง ในการที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในการทำความ เข้าใจ และในการกำกับตนเองให้สามารถนำไปเรียนรู้ได้ โดยประสานประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมกับประสบการณ์ใหม่ ครูและผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้ร่วมกัน บรรยากาศในการเรียนการสอนควรก่อให้เกิดความสุขทั้ง ผู้เรียนและผู้สอน และกระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนมีโอกาสประเมินผลร่วมกัน และเป็นการประเมินผลงานและกระบวนการเรียนรู้มากกว่าประเมินเนื้อหาวิชา ผู้สอนมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ลดลง แต่จะเปลี่ยนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้เป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญของผู้เรียน คอยชี้แนะ ให้กำลังใจ จัดเตรียมสื่อและอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสม จัดสภาพการณ์และวางเงื่อนไขให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองให้มากที่สุด สำหรับผู้เรียนจะมีบทบาทในการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น มีอิสระในการเลือกและตัดสินใจวางแผนและดำเนินการเรียนรู้ด้วยตนเอง รู้จักรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตัวเองให้บรรลุ เป้าหมายที่วางไว้ และการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในห้องเรียน แต่เป็นที่ใดก็ได้ที่มีความพร้อมเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ต้องการให้ผู้เรียนได้รับ รวมทั้งมีสื่อที่เหมาะสม มีสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศที่เหมาะแก่การเรียนรู้
                    หลักการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                    จากปรัชญา แนวคิดและทฤษฎีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง ดี และมีความสุข ตามจุดมุ่งหมายของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นั้น ครูผู้สอนคือบุคคลที่สำคัญที่สุดในการที่จะนำยุทธศาสตร์การจัดกระบวนการเรียนรู้ไปสู่ความสำเร็จ (กรมสามัญศึกษา, 2542, หน้า 13) กรมวิชาการ (2543, หน้า 9) กล่าวถึงหลักการในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญว่ามี ดังนี้
                    1. ปรับความคิดของครูให้มองผู้เรียน บนพื้นฐานของความรักความเข้าใจว่า ผู้เรียนมีศักยภาพในการเรียนรู้ พร้อมเอื้ออำนวยความสะดวก จัดบรรยากาศให้เอื้อต่อผู้เรียนในการแสวงหาความรู้ มีอิสระในการคิด ลงมือปฏิบัติจริง
                    2. การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ยึดหลักการพัฒนาผู้เรียนให้ถึงศักยภาพ สูงสุด คือ ผู้เรียนได้พัฒนาตนทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม หลังเรียนหรือหลังฝึก กิจกรรม มีความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตนเอง ภาคภูมิใจในผลการปฏิบัติของตน
                    3. การยึดชีวิตจริงของผู้เรียนเป็นหลัก ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เน้นให้ผู้เรียน มีศักยภาพในการคิดเชิงระบบ และคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีรูปแบบการคิดของตนเอง ค้นพบตนเอง สามารถเชื่อมโยงความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ต่าง ๆ ไปใช้ในชีวิตจริงได้
                    4. การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ยึดหลักความแตกต่างระหว่างบุคคล
                    5. การจัดประสบการณ์โดยใช้คุณธรรมนำความรู้ ถือว่าครูทุกคนมีหน้าที่พัฒนาผู้เรียนให้ประพฤติตน ยึดหลัก คุณธรรม และพัฒนาให้มีค่านิยมอันพึงประสงค์
                    6. การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายสอดคล้องกับธรรมชาติวิชาและวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน ใช้วิธีวัดและประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายตามสภาพจริง และถือว่าการวัดและประเมินเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้และใช้กระบวนการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
                    ราตรี อินกัน (2544, หน้า 6 – 7) กล่าวว่า เพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างได้ผล ควรยึดหลัก ดังนี้
                         1. การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ควรเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา ดังนั้นผู้เรียนจึงควรมีบทบาทรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน
                         2. การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากแหล่งต่างๆ กัน มิใช่จากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงแหล่งเดียวประสบการณ์ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคลถือว่าเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญ
                         3. การเรียนรู้ที่ดี จะต้องเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการสร้างความรู้ ความเข้าใจด้วยตนเอง จึงจะช่วยให้ผู้เรียนจดจำและสามารถใช้การเรียนรู้นั้นให้เป็นประโยชน์ได้ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็น ผู้ค้นพบด้วยตนเอง มีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้งและจดจำได้ดี
                         4. การเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้มีความสำคัญ หากผู้เรียนเข้าใจและมีทักษะ ในเรื่องกระบวนการเรียนรู้แล้ว จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และคำตอบต่างๆ ที่ตนต้องการ
                         5. การเรียนรู้ที่มีความหมายแก่ผู้เรียน คือ การเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
                    ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2543, หน้า 20) กล่าวถึงโครงสร้างสำคัญที่แสดงว่าสามารถจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดได้จริงว่า ประกอบด้วย
                         1. ผู้เรียนมีบทบาทรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตน ตั้งแต่การรับผิดชอบเลือกวางแผนในสิ่งที่ตนจะเรียน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือกขณะเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการศึกษาค้นคว้า รับผิดชอบการเรียน ตลอดจนการประเมินผลการเรียนด้วยตนเอง
                         2. เนื้อหาวิชายังคงมีความสำคัญและมีความหมายต่อการเรียนรู้ ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่จะนำมาออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ต้องประกอบด้วยเนื้อหาวิชา ประสบการณ์เดิม และความต้องการของผู้เรียน การเรียนรู้ที่สำคัญและมีความหมายจึงขึ้นอยู่กับ สิ่งที่สอน (เนื้อหา) และวิธีที่ใช้สอน (เทคนิคการสอน)
                         3. การเรียนรู้จะประสบความสำเร็จ หากผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนได้ เข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ได้ทำงานร่วมกัน ได้ค้นพบข้อคำถามและคำตอบใหม่ๆ สิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทาย มีความสามารถในเรื่องใหม่ ๆ เกิดขึ้น และบรรลุผลสำเร็จของงานที่พวกเขาริเริ่มด้วยตนเอง
                         4. สัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้เรียนจะช่วยส่งเสริมความเจริญงอกงามและพัฒนาความเป็นผู้ใหญ่ การปรับปรุงการทำงานและการจัดการกับชีวิตของตน ได้เรียนรู้คุณค่าของสัมพันธภาพ ที่เท่าเทียมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันของผู้เรียน
                         5. ครู คือ ผู้อำนวยความสะดวกและเป็นแหล่งความรู้ ครูจึงต้องมีความสามารถที่จะค้นพบความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียน เป็นแหล่งความรู้ที่ทรงคุณค่าของผู้เรียนและสามารถค้นคว้า สื่อวัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับผู้เรียน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความเต็มใจของครูที่จะช่วยเหลือโดยไม่มีเงื่อนไข ครูจะให้ทุกอย่างแก่ผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญ ความรู้ เจตคติ และการฝึกฝน โดยที่ต้องใจกว้างเพราะผู้เรียนมีอิสระที่จะรับหรือไม่รับการให้นั้นก็ได้
                         6. ผู้เรียนมีโอกาสเห็นตนเองในแง่มุมที่แตกต่างจากเดิม ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตนเองและควบคุมตนเองได้มากขึ้น สามารถเป็นในสิ่งที่อยากเป็น มีวุฒิภาวะสูงขึ้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ต่างๆ มากขึ้น
                         7. การศึกษา คือ การพัฒนาประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนหลายๆ ด้าน พร้อมกันไปทั้งด้านคุณลักษณะ ด้านความรู้ ความคิด ด้านการปฏิบัติ และด้านอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน
                    หลักการในการจัดการเรียนรู้ข้างต้น เป็นเรื่องที่ครูผู้สอนจะต้องศึกษาวิเคราะห์ให้เข้าใจสาระสำคัญ เลือกวิธีการที่เหมาะสม และลงมือปฏิบัติให้บังเกิดผลกับผู้เรียนอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ โดยครูผู้สอนต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมด้วย
                    ขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2535, หน้า 72 – 75) กล่าวว่า การสอนจะดำเนินไปด้วยดี ต้องคำนึงถึงการเรียนการสอนอย่างมีระบบ ดังนี้
                         1. ตัวป้อน (Input) คือ ผู้เรียน ผู้สอน เนื้อหาวิชา สื่อการสอน สิ่งอำนวยความสะดวก เป็นต้น
                         2. กระบวนการ (Process) หมายถึง กระบวนการจัดการสอน เป็นการวางแผนและเตรียมการสอน การจัดกิจกรรมการสอนและการประเมินการสอน
                         3. ผลผลิต (Product) เป็นผลสมบูรณ์ของผู้เรียนจากการวัดและประเมินผล การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปทางที่ปรารถนาของผู้เรียนเป็นไปตามความคาดหวังของหลักสูตร
                    ทิศนา แขมมณี (2542, หน้า 24 – 25) กล่าวถึงกระบวนการจัดการสอนว่ามี ขั้นตอน 3 ขั้น ดังนี้
                         1. ขั้นการเตรียมการสอน
                              1.1 ศึกษาและวิเคราะห์เรื่องที่จะสอนให้เข้าใจ
                              1.2 ศึกษาแหล่งความรู้ที่หลากหลาย
                              1.3 วางแผนการสอน
                                   1.3.1 กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน
                                   1.3.2 วิเคราะห์เนื้อหาและความคิดรวบยอด และกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน
                                   1.3.3 ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามหลักซิปปาหรืออื่นๆ
                                   1.3.4 กำหนดวิธีการประเมินผลการเรียนรู้
                              1.4 จัดเตรียม
                                   1.4.1 สื่อ วัสดุการเรียนการสอน ให้เพียงพอสำหรับผู้เรียน
                                   1.4.2 เอกสาร หนังสือ หรือข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน
                                   1.4.3 ติดต่อแหล่งความรู้ต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นบุคคล สถานที่ หรือโสต-ทัศน์วัสดุต่างๆ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
                                   1.4.4 เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้
                                   1.4.5 ห้องเรียน หรือสถานที่เพื่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น อาจ จำเป็นต้องจัดโต๊ะ เก้าอี้ ในลักษณะใหม่
                         2. ขั้นดำเนินการสอน
                              2.1 สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี
                              2.2 กระตุ้นผู้เรียนให้สนใจในการเข้าร่วมกิจกรรม
                              2.3 จัดกิจกรรมเรียนรู้ตามแผนที่ได้เตรียมไว้ โดยอาจมีการปรับแผนให้เหมาะสมกับผู้เรียนและสถานการณ์ที่เป็นจริง
                                   2.3.1 ดูแลให้ผู้เรียนดำเนินกิจกรรมต่างๆ แก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
                                   2.3.2 อำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้
                                   2.3.3 กระตุ้นผู้เรียนให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเต็มที่
                                   2.3.4 สังเกตและบันทึกพฤติกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมทั้งเหตุการณ์ที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เกิดขึ้นขณะกระทำกิจกรรม
                                   2.3.5 ให้คำแนะนำ และข้อมูลต่างๆ แก่ผู้เรียนตามความจำเป็น
                                   2.3.6 บันทึกปัญหาและข้อขัดข้องต่างๆ ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อ การปรับปรุงกิจกรรมให้ดีขึ้น
                                   2.3.7 ให้การเสริมแรงผู้เรียนตามความเหมาะสม
                                   2.3.8 ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานการเรียนรู้ของผู้เรียนและอาจให้ข้อมูล เนื้อหา ความรู้ เพิ่มเติมแก่ผู้เรียนตามความเหมาะสม
                                   2.3.9 ให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้เรียนเกี่ยวกับพฤติกรรม และกระบวน-การเรียนรู้ของผู้เรียน และให้ข้อเสนอแนะตามความเหมาะสม
                         3. ขั้นการประเมินผล
                              3.1 เก็บรวบรวมผลงาน และประเมินผลงานของผู้เรียน
                              3.2 ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามที่กำหนดไว้ในแผนการสอน
                    ราตรี อินกัน (2544, หน้า 8 – 9) กล่าวถึงขั้นตอนในการเตรียมการสอนของครูว่าประกอบด้วย
                         1. เตรียมตนเอง ครูจะต้องเตรียมตนเองให้พร้อม สำหรับบทบาทของผู้ให้บริการด้านความรู้ ซึ่งจะต้องให้คำอธิบาย คำแนะนำ คำปรึกษา ให้ข้อมูลความรู้ที่ชัดเจนแก่ผู้เรียน รวมทั้งแหล่งความรู้ที่จะแนะนำให้ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลได้ ดังนั้นจะต้องมีภาระหนักในการเตรียมตนเองด้วยการอ่าน การค้นคว้า การทดลองปฏิบัติมากๆ ในหัวข้อเนื้อหาที่ตนเองรับผิดชอบ รวมทั้งข้อมูลและประสบการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน
                         2. เตรียมแหล่งข้อมูล เมื่อบทบาทครูไม่ใช่บอกเล่ามวลความรู้อีกต่อไป ครูจึงต้องเตรียมแหล่งข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียน ทั้งในรูปแบบสื่อการเรียน ใบความรู้ และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะใช้ประกอบกิจกรรมในห้องเรียนหรือศูนย์การเรียนด้วยตนเอง ที่มีข้อมูลความรู้ที่ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษา ค้นคว้าตามความต้องการ หรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เช่น ศูนย์วิทยบริการ ศูนย์สื่อห้องสมุด ห้องโสตทัศนศึกษา ห้องสมุดวิชา ห้องปฏิบัติการวิชาการต่างๆ และห้องพิพิธภัณฑ์ในโรงเรียน ทั้งนี้ รวมไปถึงแหล่งเรียนรู้ ภายนอกโรงเรียนด้วย ซึ่งสามารถสำรวจบัญชีรายชื่อ หนังสืออุปกรณ์ หรือสื่อต่างๆ ไว้สำหรับผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าตามที่กำหนดในกิจกรรมการเรียนหรือศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมทั้งในและนอกเวลาเรียน
                         3. จัดทำแผนการสอน บทบาทของครูก่อนการเรียนการสอนทุกครั้ง คือ การวางแผนการจัดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนด จะวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้เพื่อให้ได้สาระสำคัญและเนื้อหาข้อความรู้ อันจะนำไปสู่การออกแบบการเรียนรู้ที่จะสร้างเสริมให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมตามที่กำหนดไว้ ในการจัดทำแผนการสอนต้องเตรียมการในสิ่งต่อไปนี้
                              3.1 เตรียมกิจกรรมการเรียน วางแผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้ การค้นคว้าหาความรู้และการสร้างความรู้ โดยครูจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ ที่กำหนด บทบาทในการเรียนรู้ และความรับผิดชอบแก่ผู้เรียนให้ได้ทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการ ความสามารถ และความสนใจของแต่ละคน
                              3.2 เตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์ เมื่อออกแบบหรือกำหนดกิจกรรมการเรียนแล้ว จะพิจารณาและกำหนดว่าจะใช้สื่อ วัสดุอุปกรณ์ใด เพื่อให้กิจกรรมการเรียนดังกล่าวบรรลุผล แล้วจัดเตรียม ให้พร้อม บทบาทของครูตรงนี้จึงเป็นผู้อำนวยความสะดวกเพื่อให้การเรียนรู้บรรลุผล
                              3.3 เตรียมการวัดและประเมินผล บทบาทในด้านการเตรียมการอีกประการหนึ่ง คือ การเตรียมวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยการวัดให้ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้และวัดให้ครอบคลุมทั้งในส่วนของกระบวนการ และผลงานที่เกิดขึ้นทั้งด้านพุทธพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัยโดยเตรียมวิธีการวัดและเครื่องมือวัดให้พร้อมก่อนทุกครั้ง
                    บูรชัย ศิริมหาสาคร (2539, หน้า 32) กล่าวไว้ในสารพัฒนาหลักสูตรว่า แผนการสอนคือเอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อแจกแจงรายละเอียดของหลักสูตร ทำให้ครูผู้สอนสามารถนำไปจัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนเป็นรายคาบ หรือรายชั่วโมง แผนการสอนที่ดีจะต้องตอบคำถามหลักๆ ได้ว่าสอนเพื่ออะไร สอนอย่างไร และสอนแล้วได้ผลตามที่ต้องการหรือไม่ แผนการสอนที่จัดกิจกรรมโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้จะทำให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเป็นผู้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ผู้เรียนมีโอกาสได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
                    วัลลภ กันทรัพย์ (2534, หน้า 44) ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนการสอนว่าแผนการสอนที่ดีควรมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่เข้าลักษณะ 4 ประการ คือ
                         1. เป็นแผนการสอนที่มีกิจกรรมให้ผู้เรียนได้มีกิจกรรมปฏิบัติมากที่สุด โดยครูเป็นเพียงผู้ชี้นำ ส่งเสริม หรือกระตุ้นให้ผู้เรียนดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปตามความมุ่งหมาย
                         2. เป็นแผนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบคำตอบ หรือทำความสำเร็จด้วยตนเอง โดยครูลดบทบาทจากผู้บอกคำถามมาเป็นผู้คอยกระตุ้นคำถามหรือปัญหาที่ทำให้ผู้เรียน คิดแก้หรือหาแนวทางไปสู่ความสำเร็จจากการทำกิจกรรมด้วยตนเอง
                         3. เป็นแผนการสอนที่เน้นทักษะกระบวนการ มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนในการทำงานเป็นกระบวนการ และนำกระบวนการไปใช้จริง
                         4. เป็นแผนการสอนที่ส่งเสริมการใช้วัสดุ อุปกรณ์ ที่จัดหาได้ในท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุอุปกรณ์สำเร็จรูปราคาสูง
                    สรุปได้ว่า ขั้นการเตรียมการสอนนั้น ครูผู้สอนจะต้องเตรียมการสอนอย่าง ถูกต้องและเหมาะสม โดยที่ครูจะต้องเตรียมตนเอง เตรียมแหล่งข้อมูล เตรียมสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ เตรียม กิจกรรม และเตรียมการวัดผลประเมินผล โดยจัดทำแผนการสอนให้ชัดเจนตรงตามจุดประสงค์เพื่อนำไปใช้ในขั้นดำเนินการสอนต่อไปตามระบบของการเรียนการสอน
                    ปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ (2543 หน้า 21) ได้กล่าวถึงปัจจัยสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ไว้ ดังนี้
                    1. กระบวนการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดี ถ้าผู้เรียนมีโอกาสคิด ทำ สร้างสรรค์ โดยที่ครูช่วยจัดบรรยากาศการเรียนรู้ จัดสื่อ และสรุปสาระการเรียนรู้ร่วมกัน
                    2. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ในด้านความสามารถทางสติปัญญา อารมณ์ สังคม ความพร้อมของร่างกาย และจิตใจ และสร้างโอกาสให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่ หลากหลายและต่อเนื่อง
                    3. สาระการเรียนรู้มีความสมดุลเหมาะสมกับวัย ความถนัด ความสนใจของ ผู้เรียนและความคาดหวังของสังคม ทั้งนี้ ผลการเรียนรู้จากสาระและกระบวนการ จะต้องทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความคิด ความสามารถ ความดี และมีความสุขในการเรียน
                    4. แหล่งเรียนรู้มีหลากหลาย และเพียงพอที่จะให้ผู้เรียนได้ใช้เป็นแหล่ง ค้นคว้าหาความรู้ตามความถนัด ความสนใจ
                    5. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับครู และระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน มีลักษณะเป็นกัลยาณมิตรที่ช่วยเหลือเกื้อกูล ห่วงใย มีกิจกรรมร่วมกันในกระบวนการเรียนรู้ คือ แลกเปลี่ยนความรู้ ถักทอความคิด พิชิตปัญหาร่วมกัน
                    6. ศิษย์มีความศรัทธาต่อครูผู้สอน สาระที่เรียนรวมทั้งกระบวนการที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ ผู้เรียนใฝ่รู้และมีใจรักที่จะเรียนรู้ ทั้งนี้ครูต้องมีความเชื่อว่าศิษย์ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ และมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
                    7. สาระและกระบวนการเรียนรู้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวของผู้เรียนจนผู้เรียนสามารถนำผลจากการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง
                    8. กระบวนการเรียนรู้ มีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆ เช่น ชุมชน ครอบครัว องค์กรต่างๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์และร่วมมือกันให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้สูงสุด
                    เพื่อให้สถานศึกษาและครูผู้สอนได้ดำเนินการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้ สอดคล้องกับมาตรา 24 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จึงเสนอการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุดให้ผู้สอนนำไปพิจารณาเป็นทางเลือกหนึ่ง เชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยตนเองอย่างแน่นอน
                    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543, หน้า 22 – 27) ได้กล่าวถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ไว้ 5 ขั้นตอน คือ
                         1. การสำรวจความต้องการ ขั้นแรกศึกษาธรรมชาติและกำหนดความต้องการของผู้เรียนโดยการซักถาม สังเกต สัมภาษณ์ พูดคุย หรือทำแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อสร้างความสนใจ สำรวจความสนใจและพื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียนรายบุคคล
                         2. การเตรียมการ ครูต้องศึกษาสาระเนื้อหาวิชาในหลักสูตรและจุดประสงค์ของการเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าหลักสูตรต้องการอะไร มีจุดประสงค์ของการเรียนรู้อย่างไร เพื่อการวางแผนจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีความต่อเนื่อง เชื่อมโยงและบูรณาการสาระการเรียนรู้แต่ละวิชาที่สัมพันธ์กันเข้าด้วยกัน ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาหาความรู้ด้วย ตนเองตามความถนัดและความสนใจรายบุคคล
                         3. การดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้
                              3.1 นำเข้าสู่บทเรียน ขั้นนี้ครูควรใช้ประเด็นคำถามสถานการณ์ หรือ กิจกรรมที่กระตุ้นหรือท้าทายให้ผู้เรียนเกิดความสงสัยใคร่รู้ ครูควรเป็นกัลยาณมิตรของผู้เรียน และทำให้ ผู้เรียนรู้สึกว่า ครู คือ เพื่อนที่ช่วยเหลือเขาได้ในทุกเรื่อง ครูต้องรู้จักผู้เรียนรายบุคคลเป็นอย่างดี
                              3.2 ขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูเป็นบุคคลที่สำคัญในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ จัดกิจกรรมและสร้างบรรยากาศที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตโดยใช้สื่อที่หลากหลายในลักษณะขององค์รวมที่เหมาะสมกับความสามารถในการเรียนรู้และความสนใจของผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมเสนอกิจกรรมและลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน สรุปความรู้ด้วยตนเอง
                              3.3 ขั้นวิเคราะห์ อภิปรายผลงาน ครูและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายผลที่ เกิดจากกิจกรรมการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยเน้นให้ผู้เรียนเกิดการค้นพบองค์ความรู้ด้วยตัวเอง ครูเป็นผู้สังเกต เพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับให้องค์ความรู้ที่ได้รับชัดเจนเป็นการเสริมแรงและกระตุ้นให้ผู้เรียน สนใจการค้นหาความรู้ต่อไป
                         4. การประเมินผล การประเมินผลสำเร็จของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุดนั้น เป็นการประเมินซึ่งมุ่งเน้นผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการประเมินเกี่ยวกับพัฒนาการเรียนของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ และการทดสอบเพื่อพัฒนาและค้นหาศักยภาพ จุดเด่น จุดด้อยของผู้เรียน และตรวจสอบว่ากระบวนการเรียนรู้ ได้พัฒนา ผู้เรียนตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้หรือไม่ อีกทั้งผลการเรียนของผู้เรียนจะเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพ
                         5. การสรุปและนำไปประยุกต์ใช้ เป็นขั้นการตกผลึกของกระบวนการเรียนรู้รายบุคคล กล่าวคือ ผู้เรียนแต่ละคนจะเกิดการมองสิ่งต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม มองอย่างเชื่อมโยง หยั่งรู้ เกิดการค้นพบตัวเองว่ามีความสามารถ มีจุดเด่นจุดด้อยทางด้านใด ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน หลังจากที่เขาได้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้และการแสดงออกตามกระบวนการดังกล่าวข้างต้น ซึ่งพิจารณาได้จากการหา ข้อสรุปจากบทเรียน โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะเพิ่มเติม การแลกเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ การสะท้อนความคิดการแสดงผลงาน การจัดนิทรรศการ การแสดงออกในลักษณะละคร การนำข้อค้นพบ การปรับปรุงตนเองของผู้เรียน
                    กรมสามัญศึกษา (2540, หน้า 13) กล่าวว่า ขั้นประเมินผลเป็นขั้นตอนที่ครูใช้ตรวจสอบว่าสามารถจัดการเรียนการสอนบรรลุผลตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้หรือไม่ ทั้งนี้ครูต้องควรเตรียมเครื่องมือและวิธีการให้พร้อมก่อนถึงขั้นตอนการวัดและประเมินผลทุกครั้ง และการวัดควรให้ครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543, หน้า 25 – 26) กล่าวถึงขั้นตอนในการประเมินผลว่ามี ดังนี้
                    1. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการประเมิน
                    2. พิจารณาขอบเขตเกณฑ์ วิธีการ และสิ่งที่จะประเมิน
                    3. พิจารณากำหนดองค์ประกอบและผู้ประเมินว่ามีใครบ้างที่จะเป็นผู้ประเมิน
                    4. เลือกใช้เทคนิคและเครื่องมือในการประเมินหลากหลาย เหมาะสมกับวัตถุ-ประสงค์และเกณฑ์ในการประเมิน
                    5. กำหนดเวลาและสถานที่ที่จะประเมิน
                    6. วิเคราะห์ผลและจัดการข้อมูลการประเมิน
                    7. สรุปผลการประเมินเพื่อพัฒนาและปรับปรุงข้อบกพร่องการเรียนรู้ และพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนในกรณีที่เป็นการประเมินสรุปร่วมเพื่อพัฒนาตัดสินการเลื่อนขั้น โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดให้นำผลการประเมินระหว่างเรียนมาประกอบการพิจารณาด้วย
                    วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542, หน้า 53) กล่าวว่า วิธีการวัดและการประเมิน ที่ยอมรับกันว่าสอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) เพราะเป็นวิธีการที่สามารถค้นหาความสามารถและความก้าวหน้าในการเรียนรู้ที่แท้จริงของผู้เรียน และยังเป็นข้อมูลสำคัญที่สามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนได้อย่างดีด้วย เพราะการวัดและประเมินผลตามสภาพที่แท้จริงเป็นการวัดและประเมินผลกระบวนการทำงานในด้านสมองหรือการคิดและจิตใจของผู้เรียนอย่างตรงไปตรงมาตามสิ่งที่ผู้เรียนกระทำ (สุวิทย์ มูลคำ, 2543, หน้า 22)
                    สำหรับวิธีการและเครื่องมือในการประเมินตามสภาพจริงนั้น เปี่ยมจิต เมธาวศิน และคณะ (2540, หน้า 67 – 68) กล่าวว่ามีดังนี้
                    1. การสังเกต เป็นวิธีการที่ดีในการเก็บข้อมูล พฤติกรรมในด้านการใช้ความคิด การปฏิบัติงาน ลักษณะนิสัย สามารถทำได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ซึ่งอาจสังเกตโดยมีเครื่องมือหรือไม่มีเครื่องมือก็ได้ตามความเหมาะสม
                    2. การสัมภาษณ์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้เก็บข้อมูลพฤติกรรมด้านต่างๆ ได้ดี เช่น ความคิดความรู้สึก กระบวนการขั้นตอนในการทำงาน วิธีการแก้ปัญหา อาจใช้ประกอบในการสังเกตเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มั่นใจยิ่งขึ้น
                    3. การตรวจงาน เป็นการวัดและประเมินผลที่เน้นการนำผลการประเมินไปใช้ได้ทันทีใน 2 ลักษณะ คือ เพื่อช่วยเหลือนักเรียน และปรับปรุงการสอนของครู ได้แก่ การตรวจแบบฝึกหัดผลงานภาคปฏิบัติ โครงการ โครงงานต่างๆ เน้นแบบฝึกหัดและผลงานเชิงสร้างสรรค์
                    4. การรายงานตนเอง เป็นการให้นักเรียนเขียนบรรยาย หรือตอบคำถามสั้นๆ หรือตอบแบบสอบถามที่ครูสร้างขึ้น เพื่อสะท้อนถึงการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งความรู้ความเข้าใจ วิธีคิด วิธีทำ ความพอใจในผลงาน ความต้องการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น
                    5. การใช้บันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง เป็นการรวบรวมข้อมูล ความคิดเห็นเกี่ยวข้องกับตัวนักเรียน ผลงานนักเรียน โดยเฉพาะความก้าวหน้าในการเรียนรู้จากเพื่อนครู จากเพื่อนนักเรียน จาก ผู้ปกครอง
                    6. การใช้ข้อสอบแบบเน้นการปฏิบัติจริง (Authentic Test) ในปัจจุบันนิยมใช้ข้อสอบแบบปลายเปิด ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้
                         6.1 ปัญหาต้องมีความหมายต่อผู้เรียน และมีความสำคัญเพียงพอที่จะแสดงถึงภูมิรู้ของนักเรียนในระดับชั้นนั้นๆ
                         6.2 เป็นปัญหาที่เรียนแบบสภาพชีวิตจริงของนักเรียน
                         6.3 ครอบคลุมความสามารถและเนื้อหาของหลักสูตร
                         6.4 ผู้ตอบต้องใช้ความสามารถ ความคิดหลายๆ ด้านมาผสมผสานและแสดงวิธีคิดได้เป็นขั้นตอนที่ชัดเจน
                         6.5 ควรมีคำตอบถูกหลายคำตอบ และมีวิธีการหาคำตอบได้หลายวิธี
                         6.6 มีเกณฑ์การให้คะแนนความสมบูรณ์ของคำตอบอย่างชัดเจน
                    7. การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) อาจเป็นแฟ้ม กล่อง แผ่นดิสก์ อัลบั้ม ฯลฯ ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ในเรื่องนั้นๆ หรือหลายๆ เรื่อง
                    จรัล คำยัง (2541, หน้า 8) กล่าวว่า การนำการประเมินสภาพจริงไปใช้ ควรระลึกถึงขณะจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หรือกำหนดภาระงานเพื่อให้เกิดวิธีที่เน้นชีวิตจริง ดังต่อไปนี้
                         1. เน้นการปฏิบัติ
                         2. อยู่บนพื้นฐานของชีวิตจริง
                         3. ความคิดและความสามารถระดับสูงและซับซ้อน มีวิธีคิดและการปฏิบัติที่หลากหลายเพื่อให้เกิดแนวทางของตนเอง
                         4. การสอนการเรียนและการประเมินผลเกิดขึ้นพร้อมกัน
                         5. ใช้ข้อมูลจากหลากหลายบริบทและจากการวัดหลายวิธี
                    นอกจากนั้น วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542, หน้า 56 – 57) ยังกล่าวว่า ครูผู้สอนสามารถประเมินได้หลายรูปแบบ คือ
                         1. ประเมินรายบุคคล เป็นการพิจารณาความก้าวหน้าของผู้เรียนรายบุคคลในห้องเรียนหรือในกลุ่ม อาจประเมินโดยอิงกลุ่ม อิงเกณฑ์ หรืออิงตนเองก็ได้
                         2. การประเมินกลุ่ม เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของผู้เรียนในสถานการณ์กลุ่มและตัดสินความก้าวหน้าของผู้เรียน
                         3. การประเมินตนเองและเพื่อน เป็นวิธีการให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมประเมินและกำหนดเกณฑ์การประเมินด้วย
                    การวัดและการประเมินผลจัดเป็นกิจกรรมสอดแทรกอยู่ทุกขั้นตอนของการเรียนการสอนเริ่มตั้งแต่ก่อนจัดการเรียนการสอน ก็เพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐานของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนไม่ต้องเรียนซ้ำระหว่างการเรียน เพื่อการปรับปรุงผลการเรียน และผู้เรียนรู้ความก้าวหน้าของตนเองเป็นระยะๆ และประเมินผลเพื่อตัดสินผลการเรียน เป็นการประเมินเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนในแต่ละรายวิชาแต่ละ ภาคเรียน เพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดว่านักเรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนที่กำหนดไว้หรือไม่การวัดและประเมินผล นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนโดยตรงแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้สอน ผู้สอนจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนได้ถูกจุด เลือกสิ่งเร้า เลือกวิธีสอน เพื่อเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สูงขึ้น สำหรับฝ่ายแนะแนวก็จะสามารถวิเคราะห์ความเด่น ความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ใช้เป็นแนวทางในการแนะแนวตนเอง การเรียนและอาชีพ สำหรับผู้บริหารจะทราบมาตรฐานด้านวิชาการของโรงเรียน ใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการบริหารงานของโรงเรียนได้ สำหรับผู้ปกครองก็จะสามารถส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนได้ตรง เป้าหมาย (กรมวิชาการ, 2540, หน้า 103)
                    สรุปได้ว่า ขั้นประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน วิธีการประเมินมีหลายวิธี และการประเมินผลตามสภาพจริงเหมาะสมกับการดำเนินการจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพราะเป็นการประเมินคุณภาพอย่างต่อเนื่องในด้านความรู้ ความคิด พฤติกรรม วิธีการปฏิบัติ และ ผลการปฏิบัติของผู้เรียน วิธีการที่ใช้ประเมิน ได้แก่ การสังเกต สัมภาษณ์ ตรวจงาน ทดสอบบันทึกจาก ผู้เกี่ยวข้อง การรายงานตนเองของผู้เรียน แฟ้มสะสมงาน และเป็นการให้ผู้เรียน เพื่อน ครูผู้ปกครอง และ ผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมกันประเมินด้วย
                    บทบาทของครูผู้สอน จากรูปแบบการเรียนการสอนที่เปลี่ยนแปลงไป ครู ผู้สอนจึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนของตนจากที่เคยเป็นผู้สอนแบบถ่ายทอดความรู้ มาเป็นผู้คิด ผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ และส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ จุดประกายการเรียนรู้ให้กับ ผู้เรียน เป็นผู้อำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นผู้แสวงหาสาระการเรียนรู้ ตลอดจน กิจกรรมการเรียนต่างๆ เพื่อสนองความสนใจและความต้องการของผู้เรียน (ธีรศักดิ์ อัครบวร, 2544, หน้า 10)
                    ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2544, หน้า 6 – 10) กล่าวถึงลักษณะของครูรุ่นใหม่กับการศึกษาแบบใหม่ไว้ดังนี้
                    1. มีวิสัยทัศน์ กระบวนทัศน์ใหม่ๆ มองเห็นและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมไทยที่กระทบและเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน
                    2. มีความคิดวิจารณญาณ ที่จะมองเห็นปัญหา ที่มา และผลของสังคม และการศึกษาที่ซับซ้อนในโลกยุคใหม่ อย่างมีแนวทางแก้ไขและทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับชุมชน
                    3. มีความคิดสร้างสรรค์ พร้อมที่จะปรับปรุง พัฒนางานของตนเองอยู่ตลอดเวลา และมีนวัตกรรมเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่ดีงามมาสู่สังคมและการศึกษาได้
                    4. รู้จักและเข้าใจเด็ก ธรรมชาติของเด็กในวงกว้าง รู้จักเด็กที่หลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อ เพื่อที่จะจัดสภาพแวดล้อมสำหรับผู้เรียนเป็นกลุ่มและเป็นรายบุคคล เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ในตัวผู้เรียนให้ได้
                    5. มีเทคนิคการสอนใหม่ๆ ตามแนวทางของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาทักษะการคิด การจัดการ การแก้ปัญหา การประยุกต์ใช้ การเรียนจากสภาพจริง และการแสวงหาความรู้อยู่เสมอ
                    6. มีทักษะใหม่ๆ ในการสร้างพัฒนาสาระของการศึกษา การสร้างหลักสูตรท้องถิ่นให้สอดคล้องกับความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ รวมถึงการสรรหา พัฒนาและร่วมมือกับชุมชนในการส่งเสริม ภูมิปัญญาไทย
                    7. มีความรู้และความสามารถพื้นฐานในการบริหารจัดการ เพื่อร่วมมือกับผู้บริหารและคณาจารย์ในการบริหารตามแนวทางใหม่ที่เน้นคุณภาพประสิทธิภาพได้
                    8. มีความสามารถในการวิจัย ค้นคว้า สร้างความรู้ใหม่และเผยแพร่ผลงานของตนเองได้
                    9. เข้าใจ ใช้ และตามให้ทันกับเทคโนโลยี ทั้งในแง่มุมของคุณค่า ข้อจำกัด และผลกระทบทางลบต่อชีวิต การศึกษา และสังคม รวมทั้งสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                    นโยบายกรมสามัญศึกษา ปีงบประมาณ 2545 (หน้า 10) มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเสมอภาคและทั่วถึง ผู้เรียนได้พัฒนาตนเต็มตามศักยภาพ มีคุณ-ลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษา มีความเป็นไทย โดยเน้นการปฏิรูประบบการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญปรับปรุงคุณภาพการเรียนรู้โดยเน้นการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับให้มีความพร้อมและมีศักยภาพเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน และส่งเสริมสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาโดยกำหนดมาตรการ ดังนี้
                    1. สนับสนุนและอบรมผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการกระจายอำนาจ การวางแผนกลยุทธ์ การบริหารงบประมาณ การประกันคุณภาพ และการ มีส่วนร่วม
                    2. พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาเกี่ยวกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และการปฏิรูปการเรียนรู้อย่างครบวงจร
                    3. พัฒนาครูและผู้บริหารโรงเรียนให้เป็นมืออาชีพ
                    4. เสริมสร้างวิสัยทัศน์และจิตสำนึกของครูและบุคลากรทางการศึกษา ในการพัฒนาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา
                    5. เตรียมการรองรับการพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตร-ฐานวิชาชีพชั้นสูง
                    ศูนย์พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2540, หน้า 3 – 4) ได้กำหนดตัวบ่งชี้การเรียนการสอนของนักเรียนและครูผู้สอนไว้ดังนี้
                    ตัวบ่งชี้การเรียนของนักเรียน
                         1. นักเรียนมีประสบการณ์ตรง สัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
                         2. นักเรียนฝึกปฏิบัติจนค้นพบความถนัดและวิธีการของตนเอง
                         3. นักเรียนทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่ม
                         4. นักเรียนฝึกคิดอย่างหลากหลายและสร้างสรรค์จินตนาการ ตลอดจนได้แสดงออกอย่างชัดเจนและมีเหตุผล
                         5. นักเรียนได้รับการเสริมแรงให้ค้นหาคำตอบ แก้ปัญหาทั้งด้วยตนเองและร่วมด้วยช่วยกัน
                         6. นักเรียนได้ฝึกค้น รวบรวมข้อมูลและสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง
                         7. นักเรียนเลือกทำกิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตนเองอย่างมีความสุข
                         8. นักเรียนฝึกตนเองให้มีวินัยและความรับผิดชอบในการทำงาน
9. นักเรียนฝึกประเมินปรับปรุงตนเองและยอมรับผู้อื่น ตลอดจนสนใจใฝ่หาความรู้อย่างต่อเนื่อง
                    ตัวบ่งชี้การสอนของครู
                         1. ครูเตรียมการสอนทั้งเนื้อหาและวิธีการ
                         2. ครูจัดสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศที่ปลุกเร้า จูงใจและเสริมแรงให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้
                         3. ครูเอาใจใส่นักเรียนเป็นรายบุคคล และแสดงความเมตตาต่อนักเรียนอย่างทั่วถึง
                         4. ครูจัดกิจกรรมและสถานการณ์ให้นักเรียนได้แสดงออก และคิดอย่างสร้าง-สรรค์
                         5. ครูส่งเสริมให้นักเรียนฝึกคิด ฝึกทำ และฝึกปรับปรุงตนเอง
                         6. ครูส่งเสริมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่ม พร้อมทั้งสังเกตส่วนดีและปรับปรุงส่วนด้อยของนักเรียน
                         7. ครูใช้สื่อการสอนเพื่อฝึกการคิด การแก้ปัญหาและการค้นพบความรู้
                         8. ครูใช้แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายและเชื่อมโยงประสบการณ์กับชีวิตจริง
                         9. ครูฝึกฝนกิริยามารยาทและวินัยตามวิถีวัฒนธรรมไทย
                         10. ครูสังเกตและประเมินพัฒนาการของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง
                    จะเห็นได้ว่าในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้น ครูจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนที่ยืนถ่ายทอดความรู้อยู่หน้าชั้นเรียนมาเป็นผู้คิด ผู้จัดการ ผู้ร่วมทำกิจกรรม ผู้ช่วยเหลือ ผู้สนับสนุนเสริมแรง และผู้คอยติดตามตรวจสอบ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจการปฏิรูปการศึกษาในแง่มุมต่างๆ นับตั้งแต่ความจำเป็นที่ต้องปฏิรูป นโยบายแนวทาง จุดหมายของการปฏิรูป มาตรการ วิธีการในการปฏิรูป แผนงานและขั้นตอนการปฏิบัติงาน (คำหมาน คนไค, 2543, หน้า 15) รวมถึงการเตรียมการสอน การดำเนินการสอน และการวัด ประเมินผล
                    สิ่งที่ส่งผลให้เกิดความรู้ความเข้าใจในตัวครูผู้สอนเกี่ยวกับการจัดการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้นมีมากมาย แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะสิ่งที่ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นส่วนประกอบ ที่สำคัญต่อความรู้ความเข้าใจของครูไว้ 2 ประการ คือ ภูมิหลังของครู และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการ จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                    1. ภูมิหลังของครู เป็นคุณลักษณะที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของบุคคล จะมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคลและเป็นสาเหตุภายในที่ผลักดันให้บุคคลแต่ละบุคคลมีพฤติ-กรรมการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน ในที่นี้ผู้วิจัยขอกล่าวถึงภูมิหลังของครูที่คาดว่าจะส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญไว้ 3 ด้าน ดังนี้
                         1.1 อายุ มีผลต่อการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเรื่องนี้ เริงชัย จงพิพัฒนสุข (2543, หน้า 27) กล่าวว่า ครูที่มีอายุผ่านการเป็นครูมานาน หรือมีอายุมากขึ้น ทำให้ครูผู้นั้นมีวิญญาณความเป็นครู มีคุณธรรม จริยธรรม มีความเอื้ออาทร เข้าใจและเอาใจใส่ผู้เรียนทุกคนอย่างสม่ำเสมอ มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ตรงต่อเวลา อุทิศตนให้กับการพัฒนาผู้เรียน และมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพครู สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543, หน้า 17) กล่าวว่า การเรียนรู้ช่วงวัยทำงานผู้ใหญ่ วัยทำงานสามารถเรียนรู้ได้จากสื่อการศึกษาตามอัธยาศัย เช่น ผู้ร่วมงาน การท่องเที่ยว เทคโนโลยี สารสนเทศ สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ การเรียนรู้ของผู้ใหญ่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ และการแก้ไขปัญหา
                         1.2 วุฒิการศึกษา ปรมะ สะเวทิน กล่าวถึงผลของการศึกษาที่แตกต่างกัน ซึ่งบุญมี ดนตรีเสนาะ (2540, หน้า 20) ได้นำมากล่าวไว้ว่า ระดับการศึกษาเป็นปัจจัยที่ทำให้คนมีความ แตกต่างกันในเรื่องความคิดหรือพฤติกรรม โดยคนที่ได้รับการศึกษาที่แตกต่างกัน ในยุคสมัยที่ต่างกัน ในระบบการศึกษาที่ต่างกัน ในสาขาวิชาที่ต่างกัน ย่อมมีความรู้สึกนึกคิด อุดมการณ์ และความต้องการที่ แตกต่างกัน ดังนั้นการศึกษาจึงทำให้คนรู้จักคิดวิเคราะห์และแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาสูงย่อมได้รับการถ่ายทอดความรู้ ความคิดและความสามารถมากกว่า ซึ่งจะส่งผลต่อการปฏิบัติงานได้จากการศึกษาของ พรสุวรรณ จารุพันธ์ (2539, บทคัดย่อ) พบว่าครูที่มีวุฒิปริญญาโทหรือสูงกว่ามีสมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนสูงกว่าครูที่มีวุฒิปริญญาต รี สอดคล้องกับ เกศนา พันทาเดช (2543, บทคัดย่อ) ที่พบว่าผู้บริหารที่มีวุฒิการศึกษาต่างกันมีทักษะทางความคิดรวบยอดแตกต่างกัน
                         1.3 ประสบการณ์ในการสอน ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2539, หน้า 317) กล่าวว่า บุคคลที่อยู่ในอาชีพนานกว่าย่อมมีความสามารถในการปฏิบัติต่อเรื่องนั้นๆ มากกว่าผู้ที่ประสบ-การณ์น้อยกว่า เพราะประสบการณ์ในอดีตมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ปฏิบัติงานได้เรียนรู้และเข้าใจว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี สิ่งใดควรเลี่ยงหรือไม่ควรเลี่ยง สามารถพิจารณาและวิเคราะห์แก้ปัญหาที่เผชิญได้ดี สอดคล้องกับ เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ (2534, หน้า 54) ที่กล่าวว่า ประสบการณ์เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการรับรู้ของบุคคลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะประสบการณ์ จะช่วยสร้างความพร้อมให้แก่บุคคลในการรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
                    ในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้น ครูผู้สอนจำเป็นต้องทำงานหนักในช่วงก่อนสอน คือ การเตรียมการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องใช้ความสามารถและความพยายามอย่างมากในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสสร้างความรู้ด้วยตนเอง ครูต้องสามารถประเมินสถานการณ์และตัดสินใจว่าควรจะปรับเปลี่ยนอย่างไร ผู้เรียนจึงจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ซึ่งทักษะการประเมิน ปรับเปลี่ยน หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เป็นทักษะที่ยาก ต้องอาศัย ประสบการณ์การฝึกฝนไม่น้อย (ทิศนา แขมมณี, 2542, หน้า 25) จากการศึกษาของ ฮาร์ดแมน (Hardiman, 1997 : Abstract) พบว่า ระยะเวลาของประสบการณ์ในการสอนเป็นตัวทำนายการรับรู้ความสามารถของครูได้ โดยครูที่มีระยะเวลาของประสบการณ์ในการสอนมานานกว่าจะรับรู้ความสามารถของตนสูง สอดคล้องกับ สแลค วิลเลี่ยม (Slack – Williams, 1996, Abst ract) ที่พบว่าระยะเวลาของประสบการณ์ทางการสอน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการรับรู้ความสามารถของครู และมีความสัมพันธ์ทางลบกับความวิตกกังวลของครู
                    1. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                    การพัฒนาครูถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่งในการบริหารงานของผู้บริหารแม้ว่าในกระบวนการจัดหาบุคคลที่ทำงานนั้นจะได้มีการสรรหาและผ่านกระบวนการคัดเลือก มาอย่างดีแล้วก็ตาม มิได้หมายความว่าบุคลากรเหล่านั้นจะเป็นบุคคลที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการทำงานจำเป็นต้องมีการพัฒนาบุคลากรให้สามารถเพิ่มพูนความรู้ ทักษะในการทำงาน และสามารถปรับตัวให้เปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับความเจริญทางวิทยาการ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนลักษณะหน้าที่ การงานและตำแหน่งงานที่เปลี่ยนไปในวิถีทางที่ก้าวหน้าขึ้น ในที่นี้ผู้วิจัยของกล่าวถึงการพัฒนาครู 4 ด้าน ดังนี้
                         1.1 การฝึกอบรม ในการพัฒนาบุคลากรนั้น การฝึกอบรมถือได้ว่าเป็นวิธีการที่หน่วยงานต่างๆ นำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องมีการวางแผน มีการจัดลำดับกิจกรรม และมีกระบวนการดำเนินการอย่างเป็นระบบ (นรินทร์ อามาตย์, 2538, หน้า 2) เป็นการพัฒนา ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน ทำให้บุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจถึงวิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง ทันสมัย (อุทัย หิรัญโต, 2531, หน้า 108) มีความชำนาญการเกี่ยวกับงานในหน้าที่หรือในเรื่องหนึ่งเรื่องใดในทางที่ส่งเสริมให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส่งผลให้บุคลากรมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน (นรินทร์ อามาตย์, 2538, หน้า 2) เป็นการยกระดับความรู้ความสามารถเชิงวิชาการของบุคคลอันจะช่วยเสร ิมสร้างความสามารถเชิงวิชาการของบุคคลอันจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงานให้มากขึ้น สอดคล้องกับ ทอร์เรส (Torres, 1998) ที่พบว่า ความรู้สึกของครูหลังจากได้เข้าร่วมโปรแกรมการฝึกอบรมครูผู้ช่วยมืออาชีพ ทำให้เกิดความเติมเต็มตามความต้องการด้านการศึกษาส่วนบุคคลและได้พัฒนาด้านการสอนบางอย่างที่จำเป็นเพื่อการทำงานร่วมกับนักเรียน
                         1.2 การนิเทศ การนิเทศถือเป็นภารกิจที่สำคัญประการหนึ่งของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ช่วยแก้ไขปรับปรุงสิ่งที่บกพร่องด้านวิชาการให้มีการพัฒนา และส่งเสริมให้การเรียนการสอนบรรลุวัตถุประสงค์ (เมตต์ เมตต์การุณ์จิต, หน้า 54) โดยอาศัยเทคนิควิธีการชี้แนะ ให้คำปรึกษา รวมทั้งการควบคุม การตรวจสอบ และปรับปรุงการปฏิบัติงานของครูอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้เพื่อให้ครูได้รับทราบเกี่ยวกับการพัฒนาการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพครู เช่น เรื่องความรู้ใหม่ๆ วิธีการสอน แหล่งข้อมูล การตรวจสอบ ตลอดถึงการวัดผลการเรียนรู้ที่นักเรียนได้รับจากการจัดการศึกษาด้วย ซึ่งการนิเทศต้องทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ (ธีรศักดิ์ อัครบวร, 2544, หน้า 38) ผู้นิเทศอาจเป็นบุคลากรภายนอก คือ ศึกษานิเทศก์ หรืออาจเป็นก ารนิเทศภายในโดยบุคลากรของสถานศึกษาเอง ซึ่งผู้นิเทศ ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ช่วยผู้บริหาร หรือหัวหน้าคณะวิชา แล้วแต่จะมีคำสั่งแต่งตั้ง จากการศึกษาของ ทองไส เทียบดอกไม้ (2539, บทคัดย่อ) พบว่า ผลงานดีเด่นของโรงเรียนส่วนมากเกิดจากการนิเทศติดตามการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างสม่ำเสมอของผู้บริหารและผู้ได้รับมอบหมาย สอดคล้องกับ อุปกรณ์ บุญรอด (2540, บทคัดย่อ) ที่พบว่ากระบวนการนิเทศส่งผลให้โรงเรียนประสบผลสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
                         1.3 การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การหยุดนิ่งในเรื่องวิชาการเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับครูผู้ปฏิบัติงานด้านการสอน ครูจะต้องมีความเคลื่อนไหวต่อเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลให้ความรู้และวิทยาการต่างๆ เจริญรุดหน้าและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นครูผู้ปฏิบัติงานการสอนจำเป็นต้องพัฒนาตนเองให้พร้อมเสมอสำหรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถทั้งความรู้ทั่วไป และความรู้วิชาเฉพาะที่ตนเองรับผิดชอบ ตลอดจนรอบรู้ในเหตุการณ์ แวดล้อมอย่างกว้างขวาง (ถวิล มาตรเลี่ยม, 2542, หน้า 5) มีนักวิชาการและนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงการพัฒนาตนเองของครูผู้สอนว่า การพัฒนาตนเองเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความสามา รถ ความชำนาญ ทักษะ ทัศนคติ ตลอดจนแนวคิดใหม่ในการปฏิบัติงานของตน เพื่อให้ตนเองมีความรู้ทางเทคนิควิชาชีพที่ ก้าวหน้า (อรุณี ร่มนุ่ม, 2539, หน้า 18) ดังนั้นครูผู้สอนในยุคปัจจุบันจะต้องเป็นครูยุคใหม่หรือครูมืออาชีพ คือ จะต้องเป็นผู้ที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ต้องรู้ทันข่าวสารใหม่ๆ และทันสมัยอยู่เสมอด้วยการแสวงหาข้อมูลความรู้ด้วยตนเองผ่านระบบข้อมูลสารสนเทศสมัยใหม่ ตลอดจนข่าวสารความเคลื่อนไหวทางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา และเลือกบริโภคข้อมูลที่เป็นความจริงอย่างชาญฉลาด เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้และปรับตัว ปรับใจให้เข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคสหัสวรรษใหม่ได้ เพื่อเตรียมตัวที่จะพัฒนาผู้เรียน ให้เจริญสูงสุดเต็มตามศักยภาพ (สุทธิพร คล้ายเมืองปัก, 2544, หน้า 20) คำหมาน คนได (2543, หน้า 70) กล่าวว่าครูต้องอ่านหนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ และสิ่งพิมพ์ต่างๆ เป็นประจำ หาความรู้จากวิทยุและ โทรทัศน์ รวมทั้งจากสื่ออื่นๆ เช่น เทป วีดิโอ ดิสก์ และอินเตอร์เนต
                         1.4 การผลิตและการพัฒนาครู ดร.จรวยพร ธรณินทร์ (2544, หน้า 54) ได้เสนอยุทธศาสตร์การปฏิรูปการผลิตครูและการพัฒนาครู ไว้ดังนี้
                              1. การผลิตครูเพื่อคุณภาพครูและความเป็นนักวิชาชีพชั้นสูง เช่น การปรับหลักสูตรการผลิตครูเป็น 6 ปี เน้นความเป็นเอกลักษณ์และความเป็นเลิศในการผลิตครู สนับสนุน ให้มีสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตครู
                              2. การใช้ครูเพื่อพัฒนาคุณภาพครู และความเป็นวิชาชีพชั้นสูง เช่น การสร้างแรงจูงใจการบริหารแบบการมีส่วนร่วม กำหนดเงินเดือนค่าตอบแทนให้ครูเต็มใจทำงานด้วยความรับผิดชอบและเต็มเวลา
                              3. การรักษาและพัฒนาครูดีให้คงอยู่ในอาชีพต่อไป คือ การ ยกย่องให้เกียรติครูที่มีผลงานดีเด่น เป็นครูต้นแบบครูแห่งชาติ จัดสรรงบประมาณให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียน พัฒนาสื่อการสอนและพัฒนาการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้กับครู
                         จากความสำคัญของภูมิหลังของครู คือ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการสอน และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่ได้จากการฝึกอบรม การนิเทศการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การผลิต และพัฒนาครู มีอิทธิพลต่อทรรศนะของครูในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยครูที่มีอายุ วุฒิการศึกษาสูง มีประสบการณ์ในการสอน มานาน รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เคยได้รับการฝึกอบรมมามาก และได้รับการนิเทศอยู่เป็นประจำจะมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมากกว่าครูที่มีอายุและวุฒิการศึกษาน้อย มีประสบการณ์ในการสอนน้อย และได้รับการฝึกอบรมมาน้อยครั้ง และไม่เคยได้รับการนิเทศ
                    2.1.4 นโยบายกรมสามัญศึกษาเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                    กรมสามัญศึกษา (2545, หน้า 59 – 64) ได้กำหนดทิศทางการพัฒนา มุ่งมั่นพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงศึกษาธิการโดยเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และนำมาสังเคราะห์เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาของกรมสามัญศึกษา โดยกำหนดวิสัยทัศน์ให้ กรมสามัญศึกษาเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เร็วที่มีประสิทธิภาพ เป็นแกนนำในการปฏิรูปการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐานให้ทั่วถึงทุกกลุ่มเป้าหมายเต็มตามศักยภาพ และมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ และมาตรฐานสากล โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง มีคุณลักษณะที่ พึงประสงค์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีคุณธรรม จริยธรรม และดำรงชีวิตแบบ วิถีไทยอยู่ในสังคมโลก ได้อย่างมีความสุข
                    มีการกำหนดกลยุทธ์ระดับองค์กร โดยการส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญเน้นการพัฒนาสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถพัฒนาหลักสูตรระดับสถาน-ศึกษา กระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรมมีจริยธรรม วัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
                    แนวทางการดำเนินงาน
                    1. ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการจัดทำหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองไปพร้อมกับการเรียนรู้ และทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และการพัฒนาการเรียนรู้โดยเน้นด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ภาษา และดนตรี
                    2. พัฒนาหลักสูตรระดับสถานศึกษา โดยคำนึงถึงการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและตรงกับความต้องการของท้องถิ่น
                    3. ส่งเสริมให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในรูปแบบที่หลากหลาย เหมาะสมกับแต่ละสถานศึกษา โดยให้ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น สถานประกอบการ หน่วยงาน องค์กรต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาด้วย
                    จากการศึกษานโยบายกรมสามัญศึกษา มีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยกำหนดแนวทางและส่งเสริมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา มีความรู้คู่คุณธรรมเพื่อเป็นพลเมืองที่ดีของชาติอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
                    2.1.5 การดำเนินการของโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มที่ 1 กรมสามัญศึกษา เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                    การบริหารงานบุคคลกรมสามัญศึกษา (2541, หน้า 686 – 691) กล่าวคือ ระเบียบกรมสามัญศึกษาว่าด้วยสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดและสำนักงานสามัญศึกษากรุงเทพมหานคร หมวดที่ 3 กลุ่มโรงเรียน ให้โรงเรียนในกรุงเทพมหานครรวมกันเป็นกลุ่มโรงเรียนตามจำนวนที่ผู้อำนวยการสามัญศึกษากรุงเทพมหานครกำหนด โดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมสามัญศึกษา กลุ่มโรงเรียนมีอำนาจหน้าที่พัฒนาทางวิชาการให้สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ตามนโยบาย แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของกรมสามัญศึกษาตามที่อธิบดีกรมสามัญศึกษากำหนดและตามความต้องการของท้องถิ่นภายใต้การกำกับดูแลของ ผู้อำนวยการสามัญศึกษากรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะการปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นแกนนำการให้บริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น การรับนักเรียน การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร่วมกัน
                    จากการศึกษาการดำเนินงานของโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มที่ 1 จะเห็นว่ามีการดำเนินการที่สอดคล้องกับนโยบายของกรมสามัญศึกษาในด้านการพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน มีการประชุมกำหนดแนวทางการดำเนินการในด้านวิชาการ ด้านกระบวนการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียน เป็นคนดี คนเก่ง และคนมีความสุข
                    2.1.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
                    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543) ได้ประเมินความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรม การสอนของครูที่สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจากครูผู้สอนทั่วประเทศ ผลการประเมินพบว่าครูที่จบการศึกษาระดับต่างกันและมีประสบการณ์ในการสอนต่างกัน มีความรู้ ความเข้าใจและพฤติกรรมการสอนของครูเกี่ยวกับการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญต่างกัน โดยครูที่จบการศึกษาระดับที่สูงกว่าและ มีประสบการณ์ในการสอนมากกว่ามีความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมการสอนมากกว่ากลุ่มครูที่จบการศึกษาในระดับต่ำกว่า หรือมีประสบการณ์ในการสอนน้อยกว่า
                    สุนัน จันทรโมลี (2544) ได้ประเมินความรู้และเจตคติของครูผู้สอนที่มีต่อแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผลการประเมินพบว่า ครูผู้สอนมีความรู้ในระดับค่อนข้างต่ำ แต่มีเจตคติที่เห็นด้วยอย่างมากเกี่ยวกับแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
                    พรสุวรรณ จารุพันธ์ (2539) ได้ศึกษาสมรรถนะของอาจารย์ในการจัดการเรียน การสอนในคลินิกที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง พบว่า อาจารย์วุฒิปริญญาโทหรือสูงกว่ามีสมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนในคลินิกที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองสูงกว่าอาจารย์ที่มีวุฒิปริญญาตรีหรือเทียบเท่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
                    เกศนา พันทาเดช (2543) ได้ศึกษาทักษะการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตกำแพงนครเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบว่าผู้บริหารที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีทักษะทางความคิดรวบยอดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
                    ศิริวรางค์ ปทุมมาศ (2543) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการปฏิบัติงานสอนของอาจารย์ ในสถาบันราชภัฏกลุ่มภาคเหนือตามความคิดเห็นของอาจารย์และนักศึกษา พบว่าอาจารย์ที่มีประสบการณ์การสอนต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กล่าวคือ อาจารย์ที่มีประสบการณ์การสอนต่ำกว่า 5 ปี มีความคิดเห็นแตกต่างกับอาจารย์ที่มีประสบการณ์การสอนมากกว่า 15 ปี ในด้านวิชาการ ด้านทักษะ และเทคนิคการ
                    สุริยัน พลตื้อ (2541) ได้ศึกษาเรื่องการดำเนินการตามยุทธศาสตร์หลักของการปฏิรูปการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่าโรงเรียนยังมีสิ่งที่ต้องแก้ไขเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะบุคลากร ดังนั้น ผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องจึงควรเตรียมความพร้อมให้บุคลากรโดยการฝึกอบรม ศึกษาดูงาน และส่งเสริมการศึกษาต่อ การนิเทศติดตามผลการดำเนินงาน
                    จรวยพร ธรณินทร์ (2544) ได้เสนอยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปการศึกษาไทยจากเอกสารวิจัยส่วนบุคคลในเรื่องยุทธศาสตร์การเน้นคุณภาพของผู้เรียนเป็นเป้าหมายสูงสุด ได้กำหนดมาตรการไว้ดังนี้
                         1. ปรับบทบาทของครูและให้แนวทางช่วยเหลือครู คือ จัดทำศูนย์สื่อการเรียนการสอน (Resource center) เพื่อให้ครูนำไปใช้จัดการเรียนการสอน ฝึกอบรมเทคนิคการจัดการเรียนการสอนใหม่ๆ ให้ครู ยกย่องและค้นหาครูต้นแบบเพื่อช่วยให้คำแนะนำเพื่อนครู
                         2. ปรับปรุงระบบการทำงานของครูด้วยการพัฒนาครูให้เป็นครูมืออาชีพ ให้ครูมีคุณภาพและคุณธรรมสูง จัดระบบการบริหารงานบุคคลที่คล่องตัวและเป็นธรรม มีจำนวนครูที่เหมาะสม และใช้คนให้เหมาะกับงาน
                         3. สร้างวัฒนธรรมและค่านิยมในการทำงานของครู ด้วยการวางระบบการทำงานที่เน้นความสามารถและผลงาน ความสุจริต ขยัน อดทน มีความคิดสร้างสรรค์ ทำสิ่งใหม่ที่ดีกว่า และดำรงชีพที่คำนึงถึงความพอเพียง ไม่สร้างหนี้สิน ไม่ฟุ้งเฟ้อ
                    นอกจากนี้ จรวยพร ธรณินทร์ (2544, หน้า 54) ได้เสนอยุทธศาสตร์การปฏิรูป การผลิตครูและการพัฒนาครู ไว้ดังนี้
                    1. การผลิตครูเพื่อคุณภาพครูและความเป็นนักวิชาชีพชั้นสูง เช่น การปรับหลักสูตรการผลิตครูเป็น 6 ปี เน้นความเป็นเอกลักษณ์และความเป็นเลิศในการผลิตครู สนับสนุนให้มีสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตครู
                    2. การใช้ครูเพื่อพัฒนาคุณภาพครู และความเป็นวิชาชีพชั้นสูง เช่น การสร้าง-แรงจูงใจการบริหารแบบการมีส่วนร่วม กำหนดเงินเดือนค่าตอบแทนให้ครูเต็มใจทำงานด้วยความรับผิดชอบและเต็มเวลา
                    3. การรักษาและพัฒนาครูดีให้คงอยู่ในอาชีพต่อไป คือ การยกย่องให้เกียรติครูที่มีผลงานดีเด่น เป็นครูต้นแบบครูแห่งชาติ จัดสรรงบประมาณให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียน พัฒนาสื่อการสอนและพัฒนาการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้กับครู
                    สำนักพัฒนาการฝึกหัดครู สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ สำนักงานคณะกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ สภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (2544, หน้า 106 – 112) รายงานผลการวิจัยสอดคล้องกับงานวิจัยของ จรวยพร ธรณินทร์ คือ
                    1. ระบบและกระบวนการใหม่ในการผลิตครูให้ได้ครูคุณภาพ ให้คนเก่ง คนดี มีใจรักและศรัทธาเข้าเรียนครู มีกระบวนการผลิตที่เน้นนวัตกรรม การวิจัย การเรียนรู้แบบองค์รวมและมีมาตร-ฐานหลักฐาน
                    2. ระบบและกระบวนการใหม่ในการพัฒนาครู มีระบบศูนย์ความเป็นเลิศในการพัฒนาครู มีองค์กรวิชาชีพครูการศึกษาทางเลือก ครูแกนนำ ครูต้นแบบ ครูแห่งชาติ
                    3. ระบบและกระบวนการใหม่ในการผลิตผู้บริหารการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาให้ครูเก่ง ครูดี และมีศรัทธาการเป็นผู้บริหาร โดยมีศูนย์ความเป็นเลิศผลิตผู้บริหาร มีหลักสูตร และกระบวน-การผลิตแนวใหม่ที่มีการนำเอานวัตกรรม การวิจัยและการใช้โรงเรียนเป็นฐาน มีมาตรฐานหลักสูตรตามที่ องค์กรวิชาชีพกำหนด
                    เกล (Gail, 1992) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาครูผู้สอนภาษาของโลกในอนาคต พบว่าการปฏิรูปการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนนั้น ฝ่ายจัดการศึกษาจะต้องได้รับการอบรมอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาเป็นวิชาชีพชั้นสูง ซึ่งจะทำให้เกิดความรับผิดชอบและพัฒนาการสอนของตนเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในอนาคต รวมทั้งยอมรับการเปลี่ยแปลงที่หลากหลายและเข้าใจถึงวัฒนธรรมของโลก
                    ทอร์เรส (Torres, 1998) ได้ศึกษาความต้องการเพื่อพัฒนาคุณภาพของครูในไบลิงกัล โดยใช้โปรแกรมฝึกหัดครูผู้ช่วยมืออาชีพโดยศึกษาผลกระทบและความรู้สึกที่ได้รับหลังจากได้เข้าร่วมในโปรแกรมการฝึกอบรมครูผู้ช่วยมืออาชีพ ผลการศึกษาพบว่าหลังจากอบรมแล้วทำให้เกิดการเติมเต็มตามความต้องการด้านการศึกษาส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมและได้นำความรู้ไปพัฒนาด้านการสอนบางอย่างที่จำเป็น
                    อนุรักษ์ ปิ่นนาค (2541) ได้ศึกษาเรื่องการดำเนินงานโรงเรียนประถมศึกษาศึกษาเฉพาะกรณีโรงเรียนบ้านหัวแรก สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอหนองบุญนาค จังหวัดนครราชสีมา พบว่า โรงเรียนบ้านหนองหัวแรกประสบความสำเร็จในการดำเนินงานได้เพราะใช้การนิเทศภายใน การควบคุมกำกับ ติดตามอย่างสม่ำเสมอ
                    สังวัฒน์ หงส์พิพัฒน์สกุล (2543) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการนิเทศในโรงเรียนกับสภาพความสำเร็จของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม พบว่า กระบวนการนิเทศในโรงเรียนกับสภาพความสำเร็จของโรงเรียน มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณากระบวนการนิเทศแต่ละด้าน พบว่า ด้านการสร้างความ เข้าใจก่อนการนิเทศมีความสัมพันธ์กับสภาพความสำเร็จของโรงเรียนอยู่ในระดับมากสูงสุด และความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการนิเทศในโรงเรียนกับด้านการตระหนักในความสำคัญของการพัฒนผู้เรียนมีความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับมากสูงสุด
                    ศักดา ทรัพย์ขวัญเมือง (2543) ได้ศึกษาการบริหารการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในโรงเรียนมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษา จังหวัดปทุมธานี พบว่าสภาพการบริหารงานมีการวางแผน / โครงการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและบุคลากร ตลอดจนการนิเทศติดตาม กับมีการบริหารสนับสนุนให้ผู้สอนและผู้เรียนมีส่วนร่วมต่อการเตรียมแผนการสอนบรรยากาศทางการเรียนรู้ แหล่งความรู้ สื่อการเรียนการสอนและการวัดผลประเมินผลเพื่อการวิเคราะห์ความก้าวหน้าของผู้เรียน แต่สภาพการบริหารงานน้อย คือ การอบรมให้ความรู้ การสนับสนุน การนิเทศติดตาม การประเมินผลเพื่อให้เกิดการปรับปรุงแก้ไข
                    สมเจษฎ์ ศรีสมจักร์ (2542) ได้ติดตามการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาของผู้บริหาร โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดเลย พบว่า การดำเนินการปฏิรูปโรงเรียนมีการปฏิบัติ อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา และการปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน ส่วนปัญหาในการดำเนินการอยู่ในระดับน้อยทุกด้าน เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า มีปัญหาอยู่ในระดับมาก คือ งบประมาณที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา และการจัดสรรงบประมาณล่าช้าไม่ทันการณ์
                    สุเทพ ตะไก่แก้ว (2544) ได้ศึกษาการบริหารจัดการในการปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดอุดรธานี พบปัญหาการดำเนินการด้านการบริหารจัดการในการปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคนสูงสุด ได้แก่ บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจและขาดความพร้อมในการจัดทำมาตรฐานการศึกษา การประเมินตนเองมีแนวทางการปฏิรูปไม่ชัดเจน ขาดความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการขาดความต่อเนื่อง การพัฒนาบุคลากรขาดงบประมาณ ไม่สามารถส่งบุคลากรเข้าอบรมได้ และการนิเทศการจัดการเรียนการสอนขาดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
                    จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สรุปได้ว่าครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ใน 3 ด้าน ดังนี้
                    1. การเตรียมการสอน
                         1) วิเคราะห์หลักสูตร จุดประสงค์ของหลักสูตร
                          2) จัดทำแผนการสอนที่เป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                          3) จัดเตรียมสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน
                    2. การดำเนินการสอน
                          1) สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี
                          2) กระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้ด้วยตนเอง คิดเป็น ทำเป็นแก้ปัญหาเป็น และมีความสามารถทำงานเป็นกลุ่ม
                         3) จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่พัฒนาผู้เรียนด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม
                    3. การประเมินผล
                         1) การประเมินด้านความรู้ พฤติกรรมผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
                          2) การประเมินตามศักยภาพของผู้เรียน
                          3) การนำผลการประเมินมาปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน
                    ซึ่งความรู้ความเข้าใจดังกล่าวเกิดจากภูมิหลังของครู ได้แก่ อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการสอน รวมทั้งการฝึกอบรม การนิเทศและการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองของครู

               http://ebooks.dusit.ac.th/sdubook/img/spacer.gif